Title: GENIE
Cast: TOPTORY[YBGD&SMDS]
Rate: PG
Author: ugra
<<<<<<<<<< ~ G ~ E ~ N ~ I ~ E ~ >>>>>>>>>>
ตอนที่ 2
บรรยากาศรอบโต๊ะอาหารในตอนเช้า ช่างดูอบอุ่น เมื่อพ่อ แม่ และซึงรีต่างลงมากินข้าวกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ซึ่งมันไม่ได้เป็นแบบนี้บ่อยครั้งนัก เพราะปกติพ่อของเขาชอบไปทำงานที่ต่างจังหวัง และก็มักพาแม่ไปด้วยบ่อย ๆ ดังนั้นอาหารเช้านี้ถือว่าเป็นอาหารที่ทำให้อิ่มอกอิ่มใจมากเลยทีเดียว
“แม่ฮ่ะ คือ.... แม่เอาตะเกียงไปไว้ในห้องผมเหรอฮ่ะ” ซึงรีเริ่มเปิดประเด็นการคุยที่โต๊ะอาหาร โดยเขาเลือกที่จะถามในสิ่งที่เขาสงสัยมากที่สุดของเช้านี้ หลังจากที่พบเจอตะเกียงวิเศษเมื่อคืน แล้วก็ทำให้เขาเห็นคนในตะเกียง
“ใช่จ๊ะ ก็เมื่อวานตอนอาหารเย็น แม่เห็นมันตั้งเกะกะอยู่บนโต๊ะ แล้วลูกก็ไม่เก็บซักที แม่เลยยกขึ้นไปไว้บนห้องลูกอ่ะจ๊ะ”
“อืมมม ฮ่ะ” คำตอบของแม่ทำให้ซึงรีหายสงสัยว่าเมื่อคืนตะเกียงมันมาอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือห้องเขาได้ไง แต่แล้วคำถามของพ่อก็ทำให้เขาต้องตอบไม่ถูก
“แล้วใครเขาเอาตะเกียงมาให้ลูกเหรอ”
“เอ่อ....ผมก็ไม่รู้เหมือนกันฮ่ะ”
“อ้าว แล้วไปรับของเขามาอย่างนี้จะดีเหรอลูก”
“มันก็ไม่ดีหรอกฮ่ะพ่อ แต่ผมไม่รู้ว่าจะเอาไปคืนที่ไหน”
ใช่แล้ว....ซึงรีไม่รู้ว่าเขาจะเอาตะเกียงวิเศษนี้ไปคืนกับเจ้าของได้ที่ไหน ในเมื่อเจ้าของเอามาให้เขาถึงบ้าน ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้จักกัน แล้วเขาจะไปรู้จักบ้านของเจ้าของตะเกียงคนนี้ได้อย่างไร แล้วเขาจะเอาไปคืนได้ที่ใด ซึงรีไม่อาจรู้ได้
................................
.......................
...............
......
.
อาหารมือเช้าจบลงด้วยการที่พ่อขอตัวไปทำงานก่อนเพราะกลัวว่าจะสาย ซึงรีเองที่เพิ่งอิ่มก็เก็บจานชามที่อยู่บนโต๊ะมาล้างเพราะมันเป็นหน้าที่หลักของเขาอยู่แล้ว ที่ต้องมาล้างจานหลังอาหารทุกมื้อ
“แม่ฮ่ะ ผมไปมหาลัยก่อนนะ” หลังจากล้างจานเสร็จ ซึงรีก็เดินมาหยิบเป๋ที่วางอยู่บนเก้าอี้ตรงโต๊ะอาหาร โดยไม่ลืมบอกลาคุณแม่ที่นั่งดูทีวีอยู่ที่โซฟา
“จ้า เดินทางดี ๆ นะลูก”
“ฮ่ะ”
ซึงรีรับคำ ก่อนจะเปิดประตูบ้านออกมา เพื่อเดินทางไปมหาลัยตามที่ได้บอกเอาไว้กับผู้เป็นแม่ แต่ทันทีที่ขาทั้งสองข้างของเขาก้าวพ้นจากขอบประตูบ้าน เขาก็หันไปเห็นผู้ชายร่างสูง ที่มีหน้าตาคุ้นตา แต่นึกยังไงก็นึกไม่ออกว่าคน ๆ นั้นเป็นใคร ผู้ชายคนนั้นกำลังยืนอยู่ที่หน้าประตูข้าง ๆ บ้านที่ติดกับบ้านของเขา บ้านที่เพิ่งมีคนย้ายมาอยู่ใหม่
“หวัดดีซึงฮยอน” ผู้ชายร่างสูงทักทายซึงรี ทันทีที่หันมาเห็นซึงรีเดินออกมาจากประตู้บ้าน
“เอ่อ....หวัดดีฮ่ะ” ซึงรีกล่าวทักทายตอบ ทั้ง ๆ ที่ยังแปลกใจกับผู้ชายร่างสูงที่มารู้จักชื่อของเขา แถมชื่อที่ใช้เรียกเขานั้นยังเป็นชื่อตอนเด็ก ๆ ที่นอกจากพ่อแม่แล้วก็แทบจะไม่มีใครเรียกเขาด้วยชื่อนี้อีกแล้ว นอกซ่ะจากคนที่จะรู้จักกับเขาตอนเด็ก ๆ
“จำพี่ได้มั้ย”
“....” ซึงรีไม่ได้ตอบ เขากัดปากล่างทำหน้าคุ้นคิด แต่คิดยังไงก็คิดไม่ออกจริง ๆ ว่าผู้ชายคนนี้เป็นใคร เขาเลยได้แต่ส่ายหน้าเบา ๆ เพื่อบอกให้รู้ว่าเขาจำไม่ได้จริง ๆ
ในตอนนี้ซึงรีรู้สึกผิดที่จำผู้ชายร่างสูงตรงหน้านี้ไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่เขาคนนั้นรู้จักซึงรี แต่จะให้ซึงรีมานึกตอนนี้ว่าผู้ชายคนนี้เป็นใคร เขาก็นึกไม่ออกจริง ๆ
“พี่ไง...โจ ซองมิน คนที่เคยอยู่บ้านนี้ เป็นเพื่อนเล่นกับนายตอนเด็ก ๆ ไง” ผู้ชายร่างสูงแนะนำตัวเองให้กับซึงรี พร้อมกับชื่อไปยังบ้านที่เขายืนอยู่ตรงหน้าประตู
“พี่ซองมิน!” ซึงรียิ้มดีใจเมื่อเห็นเพื่อนรุ่นพี่ในวัยเด็กอีกครั้ง ตอนนี้เขานึกออกแล้วว่าผู้ชายร่างสูงคนนี้เป็นใคร
ซึงรียังจำได้ดีในตอนเด็ก ที่เขาอายุเพียง 7 ขวบ พี่ซองมินมาบอกว่าต้องย้ายบ้านไปอยู่ที่อื่น ในตอนนั้นเขาร้องไห้อย่างหนักเพราะไม่อยากให้พี่ซองมินไป ก็พี่ซองมินของเขาทั้งใจดีและดูแลเขาเป็นอย่างดีจนเขาติดพี่ซองมินมากกว่าติดพ่อแม่ซ่ะอีก
“แล้วนี้พี่ย้ายมาอยู่ที่เดิมแล้วเหรอฮ่ะ” ซึงรีรีบวิ่งไปหาพี่ชายในวัยเด็กถึงหน้าบ้านที่ซองมินยืนอยู่
“อืม พอดีพี่ได้ข่าว ว่าเจ้าของบ้านเขาประกาศขาย ก็เลยมาซื้อต่อ”
“อืมมม แล้วพ่อแม่พี่ละฮ่ะ”
“พ่อแม่ฉันเหรอ เขาก็อยู่ที่บ้านหลังใหม่นั้นแหล่ะ มีแค่ฉันคนเดียวที่ย้ายกลับมาอยู่ที่นี้”
“ฉันชอบบ้านหลังนี้ บ้านที่ฉันอยู่เมื่อตอนเด็ก ๆ บ้านหลังแรกที่ฉันอยู่ แล้วข้างบ้านก็มีนาย ฉันเสียดาย หากบ้านหลังนี้จะตกเป็นของคนอื่น ฉันก็เลยซื้อมันไว้ แล้วมาอยู่คนเดียว”
“อืมมม งั้นกางเกงที่ซึงรีเห็นเมื่อวานก็คงเป็นกางเกงพี่สินะ” ซึงรีพูดเสียงเบาเพราะเขาไม่ได้อยากจะให้ซองมินได้ยินมันอยู่แล้ว เขาก็แค่นึกถึงเสื้อผ้าที่ตากอยู่ระเบียงข้างบ้านเมื่อเย็นวาน
“ว่าแต่นายกำลังจะไปเรียนเหรอ”
“ฮ่ะ”
“อืม ฉันก็กำลังจะไปทำธุระที่หน้าปากซอยพอดี เดินไปด้วยกันนะ”
“ฮ่ะ” ซึงรียิ้มให้ซองมินอีกครั้ง พร้อมกับซองมินที่เอามือยกขึ้นมาพาดบ่าเขาไว้ แล้วก็เดินไปด้วยกัน
เช้านี้ตลอดการเดินทางมาขึ้นรถเมลล์ที่หน้าปากซอย มันช่างทำให้ซึงรีมีความสุข เขากับซองมินเดินคุยกันมาตลอดทาง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหม่ หรือเรื่องเก่าที่พวกเขาขุดขึ้นมาพูดกัน จนทำให้ซึงรีลืมเรื่องประหลาดที่มันเกิดขึ้นกับเขาเมื่อตอนเช้าไปเลย
~ # ~ # ~ # ~ # ~ # ~ G ~ E ~ N ~ I ~ E ~ # ~ # ~ # ~ # ~ # ~
เช้านี้ซึงรีมามหาลัยด้วยรอยยิ้มที่สดใสหลังจากเจอเพื่อนรุ่นพี่ที่ไม่ได้เจอมานาน เขาเดินเข้ามาในห้องเรียน แล้วก็เห็นเพื่อนคนสนิทโบกมือให้พร้อมกับยิ้มจนตาหยีเพื่อเป็นการทักทายในตอนเช้า
“หวัดดี” แดซองพูดทักทายซึงรีทันที ที่เห็นเพื่อนตัวเล็กคนนี้เดินเข้ามาใกล้กับเก้าอี้ที่เขานั่งอยู่
“หวัดดีแดซอง” ซึงรีหันไปตอบเพื่อนร่างหนา ก่อนจะนั่งลงที่เก้าอี้ของตัวเอง
“นี้ ซึงรีเมื่อคืนนายดูโดเรมอนตอน ลาก่อนโดเรมอนหรือเปล่า”
“เปล่าอ่ะ เมื่อวานฉันเผลอหลับไปตั้งแต่ตอนเย็นแล้ว”
“ว้า~ น่าเสียดายจัง ตอนเมื่อคืนนะสนุกมาก ๆ แถมมันก็ซึ้งมาก ๆ ด้วย เล่นอาฉันเสียน้ำตาไปหลายลิตรเลย”
“เวอร์น่า นายนี้ท่าจะบ้า โตป่านนี้ยังชอบอะไรเป็นเด็ก ๆ อีก”
“ก็ฉันชอบนิ พี่โดเรมอนของฉันนนนนน” แดซองหันไปบอกกับเพื่อนร่างเล็ก ก่อนจะก้มลงมามองพวงกุญแจโดเรมอนรุ่นล่าสุดที่เขาถืออยู่ในมือ แล้วก็ยกมันขึ้นมาจูบ
ซึงรีหันไปมองแดซองที่จูบพวงกุญแจ แล้วก็ต้องส่ายหัวเบา ๆ ให้กับอาการรักโดเรมอนขั้นเทพของเพื่อน ก่อนจะก้มลงมามองหนังสือการ์ตูนที่วางอยู่บนโต๊ะของแดซอง และมันก็เรียกร้องความสนใจจากสายตาของซึงรีได้มากเลยทีเดียว
อาละดิน กับ ตะเกียงวิเศษ......
ทันทีที่เห็นชื่อของหนังสือการ์ตูนบนโต๊ะแดซอง มันก็ทำให้ซึงรีนึกไปถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเขาเมื่อคืนและเมื่อเช้านี้ ตะเกียงวิเศษที่มีคนออกมา.....
“นี้ แดซอง”
“หืม?” แดซองละสายตาจากพวงกุญแจโดเรมอน เพื่อหันมามองซึงรีที่เรียกเขาไว้
“นายยังเชื่อยู่มั้ย ว่าโลกนี้มีตะเกียงวิเศษอยู่จริง”
“ไม่อ่ะ”
“เอ๊ะ!?” ซึงรีรู้สึกแปลกใจในคำตอบของเพื่อนร่างหนา ก็เมื่อวานนี้ไอ้เพื่อนคนนี้มันยังเชื่ออยู่เลยว่าตะเกียงวิเศษมีอยู่จริง แต่ทว่าวันนี้กลับเปลี่ยนใจไม่เชื่อซ่ะแล้ว
“นายไม่เชื่อแล้วเหรอ เมื่อวานนี้นายยังเชื่ออยู่เลยนะ ว่าตะเกียงวิเศษมีอยู่จริง”
“เมื่อวานมันก็เมื่อวานสิ วันนี้ฉันไม่เชื่อแล้ว”
“แล้วถ้าวันนี้ซึงรีบอกว่าตะเกียงวิเศษมันมีอยู่จริง นายจะหันมาเชื่อมั้ย”
“ฉันก็ไม่เชื่อเหรอ อย่างที่นายบอกไว้เมื่อวาน ถ้าตะเกียงวิเศษมีอยู่จริง ป่านนี้ก็คงมีโดเรมอนมาให้ฉันเห็นแล้ว”
“แต่ตะเกียงวิเศษมันมีอยู่จริง ๆ นะ” ซึงรีพยายามยืนยันให้เพื่อนร่างหนาหันมาเชื่อว่าตะเกียงวิเศษมันมีอยู่จริง อย่างที่เขาบอก....ก็มันมีอยู่จริง ๆ นิ ซึงรีเห็นมาแล้วกลับตา
“นายนี้ท่าจะบ้า เมื่อวานบอกตะเกียงวิเศษไม่มีอยู่จริง แต่วันนี้ดันมาบอกว่ามันมีจริง”
“นายบ้าหรือเปล่าเนี่ยซึงรี”
“ซึงรีไม่ได้บ้านะ ตะเกียงวิเศษมันมีจริง ๆ เพียงแต่ไม่ใช่ยักษ์ที่อยู่ในตะเกียงแต่มันเป็นคน”
“คนเนี่ยนะ!!!” แดซองพูดเสียงดัง ทำให้เพื่อน ๆ ในห้องเริ่มหันมามองที่พวกเขาสองคน
“ชู่วววววววว” ซึงรียกนิ้วชี้ขึ้นมาปล้องปาก พร้อมกับทำเสียงให้แดซองพูดเบา ๆ ก่อนที่เขาสองคนจะเป็นที่สนใจของเพื่อนในห้องมากไปกว่านี้
“นายนี้ต้องบ้าไปแล้วแน่ ๆ ฉันว่านายไปหาหมอสักหน่อยก็ดีนะ ซึงรี”
“ซึงรีไม่ได้บ้าจริง ๆ นะ.... ตะเกียงวิเศษมันมีอยู่จริง แล้วมันก็อยู่ที่บ้านฉันด้วย”
“บ้านนายเนี่ยนะ”
“ใช่”
“งั้นเย็นนี้ฉันขอไปดูตะเกียงวิเศษที่บ้านนายหน่อยละกัน ถ้ามันไม่มีจริง ๆ นะ นายเตรียมตัวไปพบหมอได้เลย”
“ได้ โอเคเลย ถ้ามันไม่มีตะเกียงวิเศษจริง ๆ ฉันจะไปพบจิตแพทย์เลย” ซึงรีรับคำแดซองอย่างมั่นใจก็บ้านเขามันมีตะเกียงวิเศษอยู่จริง และในตะเกียงนั้นก็มีคนอยู่จริง ๆ แถมคน ๆ นั้นก็ยังคุยกับซึงรีอยู่เมื่อเช้า แล้วเขาจะกลัวอะไรกับที่แดซองพูดในเมื่อตะเกียงวิเศษมันมีอยู่จริง
................................
.......................
...............
......
.
ตกเย็นหลังเลิกเรียน แดซองก็ตามซึงรีมาที่บ้าน แต่ก่อนจะเดินเข้าซอยบ้าน ซึงรีก็ขอแวะที่ร้าน ‘Bekery VIP’ ซ่ะหน่อย โดยให้เหตุผลในการเข้าร้านขนมนี้ว่า ที่บ้านไม่มีอะไรกิน เลยต้องพามาแวะกินกันก่อนที่จะเข้าบ้าน แต่แดซองเองก็รู้ดีว่าที่เพื่อนสนิทของเขาแวะร้านนี้นั้น ก็เพื่อจะมาหารุ่นพี่แทยังคนที่เพื่อนสนิทตัวเล็กของเขาคนนี้แอบชอบ
“รับอะไรดี วันนี้” ทันทีที่ซึงรีกับแดซองหาที่นั่งได้ พนักงานร่างหนาก็เดินออกจากเคาท์เตอร์มายื่นเมนูรายการอาหารให้กับลูกค้าทั้งสองคน พร้อมกับทำหน้าที่เป็นพนักงานที่ดี มารับออเดอร์จากลูกค้า
“ซึงรีขอเค้กช็อกโกแลตกับนมจืดอุ่น ๆ ที่หนึ่งฮ่ะ” ซึงรีสั่งของที่ตัวเองกินเป็นประจำทุกวัน โดยไม่ได้เปิดเมนูที่พนักงานร่างหนายื่นมาให้นั้นเลย
“ส่วนผมขอโกโก้แก้วหนึ่งกับขนมปังกรีนทรีละกันฮ่ะ” แดซองสั่งอาหารที่ตัวเองอยากกินเสร็จก็ปิดเมนูพร้อมกับยื่นมันกลับคืนไปให้พนักงานร่างหนา โดยไม่ลืมส่งยิ้มไปให้กับพนักงานร่างหนาคนนั้นด้วย
“ไม่เห็นหน้านานเลยนะแดซอง” หลังจากจดรายการอาหารที่ลูกค้าสั่งเสร็จ พนักงานร่างหนาก็เงยหน้าขึ้นมาพูดคุยกับลูกค้าตาตี่ที่เขารู้จักเป็นอย่างดี ถึงจะไม่สนิทกัน แต่เขาก็เป็นลูกค้าประจำ ที่พนักงานอย่างเขาจะพูดคุยด้วยได้
“ฮ่ะ ช่วงนี้ผมไม่ค่อยว่าง ก็เลยไม่ค่อยได้มา ไม่เหมือนกับรายนั้น ถ้ามาร้านนี้ล่ะก็ว่างตลอด” แดซองตอบพนักงานร่างหนาโดยไม่ลืมเหน็บแหนมเพื่อนคนสนิทของเขาที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามไปด้วย
“อะไร ซึงรีไม่ได้ว่างมาร้านนี้ตลอดสักหน่อย” คนถูกเหน็บรีบเถียงกลับทันที
“แต่ถ้าว่างมาบ่อย ๆ พี่ก็ดีใจนะ” พนักงานร่างหนาหันไปบอกซึงรีก่อนจะเดินกลับไปที่เคาท์เตอร์ เพื่อเตรียมอาหารตามที่ลูกค้าสั่ง
“นี้ นายได้ยินที่พี่แทยังพูดมั้ย เขาดีใจด้วย ถ้านายได้มาที่นี้บ่อย ๆ” หลังจากที่พนักงานร่างหนาเดินไป แดซองก็รีบหันมาพูดกับเพื่อนสนิททันที ด้วยท่าทางที่ดูจะตื่นเต้น ก็คนที่เพื่อนสนิทเขาแอบชอบ มาบอกดีใจ ที่ได้เห็นเพื่อนของเขามาที่ร้านนี้บ่อย ๆ มันก็น่าตื่นเต้น และดีใจไม่ใช่เหรอ ที่อย่างน้อยความรักของเพื่อนเขา ก็พอจะมีหวังอยู่บ้าง
“อืม” ซึงรีตอบพร้อมกับพยักหน้าเพื่อบอกว่าเขาได้ยินที่แทยังพูดอย่างชัดเจน และมันก็ชัดเจนมากจนทำให้เขารู้สึกเขินขึ้นมา
ซึงรีก้มหน้าอมยิ้มด้วยความอาย ที่พี่แทยังบอกว่าดีใจที่เขามาที่นี้บ่อย ๆ เขาขอคิดเขาข้างตัวเองได้มั้ย ว่าความรักของเขาครั้งนี้มันพอมีหวังที่จะสมหวัง
“น่าอิจฉาชะมัดเลย~” แดซองมองซึงรีที่นั่งเขินแล้วก็รู้สึกอิจฉาขึ้นมาดื้อ ๆ เขารู้สึกน้อยใจต่ำใจในชะตาชีวิตของตัวเองเหลือเกินที่ไม่มีใครมาทำให้เขาได้รู้สึกเขินแบบนี้บ้าง
“แดซอง อิจฉาซึงรีเหรอ” คำพูดของแดซองทำให้ความรู้สึกเขินของซึงรีหายไปจนหมด แต่กลับมีความสงสัยเข้ามาแทน เพื่อนของเขาอิจฉาอะไรเขา และอิจฉาทำไม เขาไปทำอะไรให้น่าอิจฉา
“ก็ใช่นะสิ ฉันไม่มีใครมาทำให้เขินแบบนี้นิ”
“นายก็หาใครสักคนมาทำให้เขินสิ”
“หึ” แดซองพ้นลมขำออกมา กับคำพูดของเพื่อนสนิท ก่อนที่จะพูดประโยคถัดมาที่ฟังดูแล้วเหมือนน้อยเนื้อต่ำใจในชะตาชีวิตของเขา
“นายก็พูดเหมือนกับว่ามันหาง่ายอย่างนั้นแหล่ะ.... จะมีใครที่มาชอบคนหน้าตาอย่างฉัน ฉันไม่ได้น่ารักเหมือนนายนะ จะได้มีคนมาชอบเยอะแยะ”
“ใครบอกว่านายไม่น่ารัก คิดมากน่า คนมาชอบนายก็มีเยอะแยะ มีแต่นายนั้นแหล่ะที่ไม่คิดจะชอบใคร”
แดซองมองหน้าเพื่อนสนิทที่นั่งอยู่ตรงข้าม สิ่งที่เพื่อนเขาพูดนั้นมันถูกหมด เขาเองไม่เคยคิดที่จะชอบใคร หรือรักใครอีกเพราะเขากลัวที่จะผิดหวัง และก็กลัวที่จะเจ็บ เหมือนกับรักครั้งก่อน
~ # ~ # ~ # ~ # ~ # ~ G ~ E ~ N ~ I ~ E ~ # ~ # ~ # ~ # ~ # ~
“ถ้าฉันไปถึงบ้านนายแล้วไม่มีตะเกียงวิเศษนะ นายโดนแน่ ซึงรี....” แดซองเดินบ่นเพื่อนตัวเองมาตลอดทางเดินเข้าซอยบ้านของเพื่อนคนสนิท
หลังจากที่กินขนมที่ร้าน ‘Bekery VIP’ เสร็จ พวกเขาทั้งสองคน ก็ตรงดิ่งเข้าซอยบ้านของซึงรีทันที
“บ้านฉันมีตะเกียงวิเศษจริง ๆ”
“แต่ถ้ามันไม่มีจริง นายจะทำให้ฉันเสียเวลาในการทำการบ้าน แล้วยังทำให้ฉันเสียเวลาที่ต้องเดินทางมาบ้านนายอีกนะ”
“มาบ้านซึงรีแล้วมันเสียเวลาตรงไหนล่ะ....การบ้านนายก็ทำที่บ้านซึงรีก็ได้นิ” ซึงรีหันมาว่าเพื่อนตัวหนา ก่อนจะหันหน้าไปเดินต่อ แล้วเขาก็เห็นพี่ชายข้างบ้านที่เพิ่งเดินออกจากบ้านมา กำลังเดินมาทางที่เขากับแดซองเดินอยู่
“กลับมาแล้วเหรอ ซึงฮยอน” ซองมินกล่าวทักทายซึงรีทันทีที่เห็นรุ่นน้องคนสนิทเดินเข้ามาใกล้ ๆ
“ฮ่ะ แล้วนี้พี่จะไปไหนเหรอฮ่ะ”
“พี่ว่าจะออกไปหาอะไรกินแถวหน้าปากซอยซ่ะหน่อย ไปด้วยกันมั้ย เดี๋ยวพี่เลี้ยง”
“ไม่ละฮ่ะ ซึงรีกินมาแล้ว”
“อืมมม แล้วนี้....” ซองมินไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงแค่หันไปมองหน้าแดซอง แดซองก็ตอบคำถามที่เขาสงสัยออกมาทันที โดยไม่ต้องถาม
“ผม แดซอง เป็นเพื่อนกับซึงรี ยินดีที่ได้รู้จักฮ่ะ” แดซองแนะนำตัวกับซองมิน พร้อมกับส่งยิ้มที่ไม่เห็นลูกกะตาให้เป็นการทักทาย
“น่ารักดีแหะ” ซองมินยกมือขึ้นมาลูปหัวแดซองเบา ๆ พอให้ผมได้เสียทรง ก่อนจะแนะนำตัวเองให้แดซองได้รู้จัก
“ยินดีที่ได้รู้จักนะ พี่ชื่อซองมิน เป็นเพื่อนเล่นกับซึงฮยอนตอนเด็ก ๆ”
“ฮ่ะ” แดซองก้มหน้าลงต่ำ หลังจากเห็นหน้าซองมินตอนลูปผมเขาเล่น
ไม่รู้ทำไมเหมือนกันทั้ง ๆ ที่เพิ่งเจอกัน ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้จัก แต่แดซองก็รู้สึกว่าไม่กล้ามองหน้าซองมินที่มายืนใกล้ ๆ แบบนี้ และเพียงแค่ได้รับคำชมว่าน่ารัก เขาก็รู้สึกได้ถึงอุณหภูมิที่มันสูงขึ้น บริเวณหน้าของเขา
“งั้นพี่ไปหาไรกินก่อนนะ เดี๋ยวขากลับจะซื้อขนมมาฝาก” ซองมินหันไปบอกกับซึงรี พร้อมกับจับไปที่ไหล่ของรุ่นน้องตัวเล็กคนนี้
“ฮ่ะ” ซึงรียิ้มให้ซองมิน พร้อมกับมองซองมินที่เดินออกไป
“พี่เขาเป็นเพื่อนเล่นกับนายตอนเด็กเหรอ ทำไมนายไม่เคยแนะนำให้ฉันรู้จักมาก่อนเลยล่ะ” เพียงแค่ซองมินเดินออกไปได้ไม่กี่ก้าว แดซองก็เงยหน้าขึ้นมาถามคำถามกับเพื่อนร่างเล็กทันที
“อืม พี่ซองมินเป็นเพื่อนเล่นกับซึงรีตอนเด็ก แล้วพอดีพี่เขาย้ายไปอยู่ที่อื่น เพิ่งย้ายกลับมา ซึงรีก็เลยไม่ได้แนะนำให้นายรู้จัก แต่ตอนนี้นายก็รู้จักเขาแล้วนิ”
“อืม”
“ทำไม สนใจพี่เขาเหรอ”
“ป่าวซ่ะหน่อย ก็แค่ถามเฉย ๆ รีบไปบ้านนายดีกว่าฉันอยากเห็นตะเกียงวิเศษของนายจะแย่แล้ว” แดซองพูดเปลี่ยนเรื่อง พร้อมกับเดินนำมาที่บ้านซึงรี โดยมีซึงรีเดินตามมาไม่ห่าง
................................
.......................
...............
......
.
“หวัดดีฮ่ะ คุณป้า” แดซองกล่าวทักทายคุณแม่ของซึงรี หลังจากเดินเข้ามาในบ้านของซึงรีแล้ว เขาก็เห็นแม่ของซึงรีกำลังนั่งดูทีวีอยู่ที่โซฟา
“อ้าว หวัดดีจ๊ะแดซอง” แม่ของซึงรีละสายตาจากทีวี เพื่อหันมามองเพื่อนสนิทของลูกชายเธอ ซึ่งกำลังยิ้มตาหยีให้เธออยู่ตอนนี้
“แม่ฮ่ะ เดี๋ยวซึงรีกับแดซองขึ้นไปอยู่ข้างบนกันนะฮ่ะ” ซึงรีที่ยืนอยู่ข้าง ๆ แดซอง ส่งยิ้มให้คุณแม่เพื่อเป็นการทักทายหลังจากกลับมาจากโรงเรียน
“จ้า ตามสบายเลย เดี๋ยวแม่เอาขนมไปให้กิน” แม่ซึงรียิ้มบาง ๆ ไปให้ลูกชาย โดยไม่ลืมเผื่อแผ่รอยยิ้มไปให้เพื่อนคนสนิทของลูกเธอด้วย
“ฮ่ะ ขอบคุณฮ่ะ”
“ผมขอตัวก่อนนะครับ” แดซองก้มหัวเพื่อขอตัว แล้วก็เดินตามเพื่อนร่างบางที่เดินนำขึ้นไปบนห้องของตัวเอง
หลังจากเดินขึ้นบันไดมา พวกเขาทั้งสองคนก็เจอกับห้องสี่ห้องที่หันหน้าเข้าหากันกัน ซึ่งซึงรีเองก็เดินนำไปที่ห้องแรกฝั่งซ้ายมือซึ่งเป็นห้องของตัวเอง ที่ประตูหน้าห้องมีป้ายเขียนว่า ‘อี ซึงฮยอน’ เป็นป้ายที่เขียนบอกไว้แสดงความเป็นเจ้าของห้อง
ซึงรีเปิดประตูสีขาวเข้าไปยังห้องนอนของตัวเอง เขาโยนกระเป๋าเป๋ลงบนเตียงอย่างทุกวันที่เคยทำ แล้วก็เดินไปยังตะเกียงที่ตั้งอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือติดริมหน้าต่าง ก่อนจะหยิบตะเกียงขึ้นมาโชว์ให้กับเพื่อนร่างหนาที่ตอนนี้มานั่งอยู่บนขอบเตียงข้างหลังเขา
“นี้ไง ตะเกียงวิเศษ” ซึงรีถือตะเกียงไว้ด้วยมือเดียว แล้วก็ยื่นมันไปตรงหน้าเพื่อนร่างหนา
“....” แดซองไม่พูดอะไร เพียงแต่หยิบตะเกียงวิเศษจากมือเพื่อนมาถือ แล้วก็พลิกไปพลิกมา เพื่อตรวจดูตะเกียงวิเศษใกล้ ๆ
“อืม มันก็เหมือนตะเกียงในการ์ตูนอาละดินนะ แต่ฉันไม่เชื่อหรอกว่ามันจะเป็นตะเกียงวิเศษ”
“ถ้านายไม่เชื่อ นายก็ถูสิ มันมียักษ์ อ่ะ! ไม่ใช่สิ มันมีคนอยู่ในนี้จริง ๆ นะ”
“ไม่อ่ะ นายถูดีกว่า” แดซองรีบยื่นตะเกียงกลับไปให้ซึงรี ไม่ใช่ว่าเขากลัวจนไม่กล้าถูตะเกียง เพียงแต่เขาก็แค่ไม่อยากลองอะไรที่มันไม่เป็นเรื่องจริง ก็เท่านั้นเอง
“นายนิ จะกลัวอะไรนักหนา”
ซึงรียื่นมือไปหยิบตะเกียงจากเพื่อนร่างหนามาถือ จากนั้นเขาก็ถูมันเบา ๆ เหมือนอย่างที่เคยทำในตอนเช้า ก่อนที่จะวางมันลงบนโต๊ะเขียนหนังสือ แล้วก็เดินไปนั่งหย่อนก้นบนเตียงข้าง ๆ กับที่เพื่อนร่างหนานั่งอยู่
สายตาของคนทั้งคู่จับจ้องไปที่ตะเกียงอย่างไม่ละสายตา พวกเขาจ้องมองตะเกียงโดยหวังว่าจะมีใครสักคนออกมาจากตะเกียง แต่จนแล้วจนรอดก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ตะเกียงก็ยังคงอยู่ที่เดิม บรรยากาศในห้องก็เงียบลงยิ่งกว่าเดิม เพราะไม่มีใครเอ่ยปากพูดอะไรออกมา
“ไหนอ่ะซึงรี ยักษ์ ในตะเกียง” ในที่สุดแดซองเป็นคนพูดขึ้นมาทำลายความเงียบซ่ะก่อน เพราะเขาหมดความอดทนกับการรอยักษ์ออกมาจากตะเกียง
“ไม่ใช่ยักษ์ คน....คนในตะเกียงต่างหาก”
“นั้นแหล่ะ จะยักษ์หรือจะคน เมื่อไหร่เขาจะออกมาจากตะเกียงซักที”
“นายก็รออีกสักพักสิ เดี๋ยวเขาก็ออกมา” ถึงปากจะบอกว่าออกมา แต่ลึก ๆ ในใจซึงรีก็หวั่น ๆ หวั่นที่จะหน้าแตกหากคนในตะเกียงไม่ออกมา แดซองได้มองว่าเขาเป็นคนบ้าแน่ ๆ
หลังจากฟังซึงรีพูดจบ แดซองก็เริ่มหันกลับไปสนใจที่ตะเกียงอีกครั้ง ในตอนนี้สายตาของคนทั้งคู่ยังคงจ้องมองไปที่ตะเกียง จ้องแล้ว จ้องอีก มันก็ยังเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง สักนิดเดียว
“ซึงรี ฉันว่ามันไม่มีอะไรออกมาหรอก นี้นายคิดจะหาเรื่องโกหก เพื่อให้ฉันมาบ้านนายใช่มั้ยเนี่ย” แดซองเริ่มจะหมดความอดทนอีกครั้ง คราวนี้เขาลุกขึ้นยืนข้างเตียง หันหน้ามาว่าเพื่อนตัวเอง ที่ตอนนี้รู้สึกว่าจะมีสีหน้าผิดหวังเหมือนกันที่ไม่มีคนออกมาจากตะเกียง
“แล้วซึงรีจะหาเรื่องพานายมาบ้านทำไมเล่า”
“ใครจะไปรู้ อยู่ดี ๆ นายอาจจะพิศวาศฉันขึ้นมาก็ได้”
“บ้าน่า”
“แล้วถ้านายไม่ได้หาเรื่องพาฉันมาบ้าน แล้วนายมาโกหกทำไมว่าบ้านนายมีตะเกียงวิเศษ หรือว่า....” แดซองหยุดพูดเว้นจังหวะให้ซึงรีได้ลุ้นระทึกกับประโยคถัดมาที่แดซองจะพูดต่อ
“นายบ้าไปแล้ว”
“ซึงรีไม่ได้บ้านะ เมื่อวานตอนกลางคืนซึงรีก็ถูตะเกียงนี้ แล้วมีคนออกมาจริง ๆ แต่.... อ่ะ! จริงสิ” ซึงรีหยุดพูดเมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อเช้าที่เขาถูตะเกียง แล้วมีคนตกลงมาจากฟ้า เขาเลยลุกขึ้นจากเตียงเพื่อเดินไปยังหน้าต่างที่มีผ้าม่านมาปิดกั้นไม่ให้เขาได้มองเห็นวิวทิวทัศน์ข้างนอก
ซึงรียื่นมือไปจับผ้าม่านก่อนจะเปิดมันออกมาเพื่อมองไปยังระเบียง โดยหวังว่าจะเจอใครสักคน แต่สิ่งที่เห็นมันก็เป็นแค่ระเบียงที่ว่างเปล่าไม่มีอะไรเลย เขาเปิดหน้าต่างที่เป็นกระจกใสออก แล้วชะโงกหัวออกไปมองดูรอบ ๆ แต่ก็ยังคงไม่เห็นอะไรอยู่ดี
“นายมองอะไรของนาย” แดซองที่เดินมาอยู่ข้าง ๆ ซึงรี พยายามมองออกไปนอกหน้าต่างตามที่ซึงรีมอง แต่ก็ไม่เห็นมีอะไร
“มองคนในตะเกียง”
“นายนี้ยังไม่เลิกบ้าอีกเหรอเนี่ย ฉันว่าว่าง ๆ นายไปเช็คสมองบ้างก็ดีนะ”
“ซึงรีไม่ได้บ้านะ” ซึงรีหันมาตอบเพื่อนร่างหนา ที่ตอนนี้กำลังหยิบกระเป๋าเป้ขึ้นมาสะพาย
“อ้าว แล้วนั้นนายจะไปไหน”
“กลับบ้านสิ ฉันไม่มีเวลาว่างมาอยู่เล่นที่บ้านนายหรอกนะ แต่ถ้านายอยากให้ฉันมาเล่นที่บ้านนายละก็ ไม่เห็นจำเป็นต้องแต่งเรื่องตะเกียงวิเศษนั้นมาเป็นข้ออ้างเลย แค่นายชวนฉันดี ๆ ฉันก็เต็มใจมาแล้ว แต่วันนี้ฉันไม่ว่างจริง ๆ ต้องไปหาข้อมูลมาทำรายงาน ฉันขอตัวกลับก่อนนะ” พูดจบเพื่อนร่างหนาก็เดินออกจากห้องไปทันทีโดยไม่ฟังเสียงค้านของเพื่อนร่างเล็กเลย
“เดี๋ยวสิ” ซึงรีพยายามจะเรียกรั้งตัวเพื่อนไว้ แต่ก็ไม่ทันซ่ะแล้ว เขาอยากจะบอกเพื่อนว่าเขาไม่ได้บ้า ในตะเกียงนี้มันมีจินนี้อยู่จริง ๆ แต่ทำไมวันนี้ถึงไม่มาปรากฏตัวให้เห็น ซึ่งเขาเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน
“ไง เจ้านาย” เสียงเรียกนอกหน้าต่าง ทำให้ซึงรีหันกลับไปมอง เขาก็เห็นคนที่เขาอยากเจอเมื่อกี้ ยืนอยู่ที่ระเบียง แต่ไม่ใช่ระเบียงบ้านเขา มันเป็นระเบียงบ้านข้าง ๆ
“แดซอง!” ซึงรีไม่ได้ทักจินนี้ตอบ เขาตะโกนเรียกเพื่อนร่างหนาพร้อมกับวิ่งออกจากห้องเพื่อไปตามเพื่อนร่างหนาของเขาให้กลับมาที่ห้องนอนอีกครั้ง
“นี้ไง จินนี้....จินนี้ออกมาแล้ว” ซึงรีกึ่งลากกึ่งฉุดแดซองให้เดินมาที่หน้าต่าง เขาชี้ออกไปข้างนอก เพื่อให้เพื่อนร่างหนามองตามมือของเขาออกไป
“หวัดดีฮ่ะ” คำทักทายของแดซองทำให้ซึงรียิ้มดีใจ เพราะอย่างน้อยเพื่อนของเขาก็คงไม่คิดว่าเขาเป็นคนบ้าแล้ว เมื่อได้เห็นจินนี้ตัวจริง
“พี่ซองมิน!!!!” ซึงรีตกใจ เมื่อหันไปมองจินนี้ แต่กลับเห็นเป็นพี่ซองมินที่ยืนอยู่ในตำแหน่งเดียวกันกับที่จินนี้ยืนเมื่อกี้
“อืม พี่เอง ทำไมเหรอ ตกใจอะไรซ่ะขนาดนั้นล่ะ” คนถูกเรียกถามขึ้นด้วยความสงสัย ก็อยู่ใกล้กันแค่นี้ จะตะโกนเรียกชื่อเขาทำไม
“จินนี้ล่ะฮ่ะ จินนี้ไปไหน”
“หืม? จินนี้ไหน”
“ก็ผู้ชายตัวที่สูง ๆ คิ้วหนา ๆ หน้าดุ ๆ อ่ะฮ่ะ ที่เมื่อกี้เขายืนตรงระเบียงบ้านพี่ ตอนนี้เขาไปไหนแล้วเหรอ”
“เอ๋!? ไม่รู้สิ พี่ไม่เห็น”
“นายนี้ท่าจะบ้า” แดซองว่าเพื่อนตัวเองก่อนจะเดินออกจากห้องไปอีกครั้ง
ซึงรีรู้สึกผิดหวังและไม่เข้าใจ ทำไมจินนี้ถึงไม่ยอมมาปรากฏตัวให้คนอื่นเห็นนอกจากเขา แล้วทำไมต้องโผล่มาแค่ตอนที่เขาอยู่คนเดียว ทำไมไม่ออกมาตอนแดซองอยู่ และไอ้การที่จินนี้ไม่ปรากฏตัวให้แดซองเห็นนั้น มันทำให้เขาถูกมองว่าเป็นคนบ้า แล้วเขาก็รู้สึกโกรธ โกรธจินนี้ที่ทำให้เขาเป็นคนบ้าในสายตาของเพื่อนสนิท และพี่ข้างบ้านก็อาจจะมองว่าเขาเป็นบ้าไปด้วย
................................
.......................
...............
......
.
“จะกลับแล้วเหรอ แดซอง” แม่ซึงรีที่เดินออกมาจากห้องครัว ทักแดซองทันทีที่เห็นเพื่อนคนสนิทของลูกชายเดินลงมาจากบันได
“ฮ่ะ พอดีผมมีรายงานที่จะต้องทำ ก็เลยกลับก่อน”
“เหรอจ๊ะ น่าเสียดายจัง ไม่ได้อยู่กินข้าวเย็นด้วยกันเลย”
“ฮ่ะ ไว้วันหลังล่ะกันนะครับคุณป้า วันนี้ผมขอตัวก่อน หวัดดีครับ” แดซองก้มหัวเพื่อลา แล้วก็เดินออกจากบ้าน โดยไม่ลืมยิ้มส่งท้ายให้กับแม่ของซึงรี
แดซองรู้สึกหงุดหงิดที่เพื่อนเขาพามาเสียเวลาในการทำรายงานที่จะต้องส่งพรุ่งนี้ ทั้ง ๆ ที่เขาคิดอยู่แล้วว่าตะเกียงวิเศษไม่มีอยู่จริง แต่เขาก็ยังตามมา เพราะคิดว่าเพื่อนของเขาคงจะไม่โกหก แต่นี้มันอะไรกัน น่าผิดหวังชะมัด มาหลอกกันได้ ถึงจะหงุดหงิดที่โดนเพื่อนหลอก แต่เขาก็โกรธซึงรีไม่ลง เขาก็ทำได้แค่หงุดหงิด
“จะกลับแล้วเหรอ” เสียงนุ่ม ๆ ของผู้ชายดังขึ้นทำให้แดซองหยุดเดิน เขาหันไปมองที่หน้าประตูบ้าน ของบ้านหลังหนึ่งที่เขายืนอยู่ตรงรั่วหน้าบ้าน เมื่อหันไปมอง เขาก็เห็นพี่ชายข้างบ้านของซึงรีกำลังยืนอยู่ที่หน้าประตูบ้านนั้น
“ฮ่ะ ผมจะกลับแล้ว”
“อืม งั้นฉันเดินไปหน้าปากซอยเป็นเพื่อนนะ พอดีเมื่อกี้ลืมกระเป๋าตังค์ก็เลยกลับมาเอา”
“ฮ่ะ”สิ้นคำตอบตกลงของแดซอง ซองมินก็ออกเดินทันที โดยไม่ลืมที่จะเดินให้เข้าจังหวะกับคนที่เดินเคียงค้าง เพื่อเดินไปพร้อม ๆ กัน
“ทะเลาะอะไรกันกับซึงฮยอนหรือเปล่า เห็นสีหน้าไม่ค่อยจะดีทั้งคู่”
“ซึงฮยอน?” แดซองทำหน้านึกสงสัย ซึงฮยอนที่พี่ซองมินพูดถึงคือใคร แต่แล้วก็นึกได้ว่าชื่อนี้เป็นชื่อจริง ๆ ของเพื่อนสนิทเขา ที่เขาไม่เคยเรียกเพื่อนสนิทคนนั้นด้วยชื่อนี้
“อ๋อ ซึงรี... เปล่านิฮ่ะ ไม่ได้ทะเลาะอะไรกัน”
“อืม ไม่ทะเลาะกันก็ดีแล้ว”
“ซึงฮยอนแม้จะดูเป็นเด็กร่าเริง แต่จริง ๆ ก็ขี้เหงา และเป็นคนที่คิดมาก ถ้าเกิดต้องมาทะเลาะกับเพื่อนสนิทแบบนี้ หมอนั้นจะน่าสงสาร”
“ฮ่ะ... น่าอิจฉาซึงรีจังเลยนะฮ่ะ ที่มีคนเป็นห่วงแบบนี้” คำพูดลอย ๆ ของแดซองทำให้ซองมินหยุดเดิน
ซองมินมองดูแผ่นหลังของเพื่อนสนิทน้องชายข้างบ้าน คำพูดของแดซองเมื่อกี้ เขาไม่รู้ว่าแดซองอิจฉาจริง ๆ หรือแค่พูดขึ้นมาเฉย ๆ หากเด็กคนนี้อิจฉาซึงรีจริง ๆ แล้วเขาควรจะทำยังไง นอกจาก....
“อิจฉาซึงฮยอนเหรอ งั้นเอางี้ ต่อจากนี้ไปฉันจะคอยเป็นห่วงนายเอง นายจะได้ไม่ต้องไปอิจฉาซึงฮยอน” ซองมินเร่งฝีเท้าเพื่อเดินตามให้ทันเด็กหนุ่มร่างหนา ก่อนที่จะยื่นมือออกไปวางไว้บนไหล่แดซอง เพื่อเดินกอดคอไปกับรุ่นน้องร่างหนาคนนี้
แดซองเองก็รู้สึกตกใจที่อยู่ดี ๆ ก็มีมือหนา ๆ มาพาดวางอยู่บนไหล่ แต่เขาไม่ได้รู้สึกหนักอะไร มันกับเป็นความรู้สึกดี ๆ ที่คนข้าง ๆ มีมาให้
จะคอยมาเป็นห่วงเขางั้นเหรอ ใจดีเกินไปแล้ว.....
“เอ่อ....พี่ซองมินฮ่ะ ป้ายรถเมลล์ไปทางนู้นนะฮ่ะ” แดซองชี้ไปอีกทาง หลังจากที่ซองมินเดินกอดคอเขาแล้วก็ดันตัวเขาให้เลี้ยวซ้ายมา ทั้ง ๆ ที่จริง ทางไปป้ายรถเมลล์มันต้องเลี้ยวขวา
“แล้วใครว่าฉันจะไปป้ายรถเมลล์ล่ะ” ซองมินพูดแล้วก็ยังคงใช้มือที่พาดอยู่บนไหล่แดซอง ดันตัวแดซองให้เดินตามทางที่เขาอยากจะพามา
“แต่ว่าผมจะกลับบ้านนะฮ่ะ”
“จะรีบกลับไปไหน อยู่กินอะไรด้วยกันก่อนสิ”
“คือ....ผมมีรายงานที่ต้องรีบทำนะฮ่ะ”
“นั้นแหล่ะ ยิ่งมีรายงานที่ต้องรีบทำ นายก็ต้องหาอะไรกินลองท้องก่อน ไม่เคยได้ยินเหรอไง กองทัพเดินด้วยท้อง กินอิ่มแล้วค่อยทำงาน เดี๋ยวมื้อนี้ฉันเลี้ยงเอง”
“แต่ว่า.....” ยังไม่ทันที่แดซองจะได้พูดอะไรต่อ มือหนา ๆ ที่เกาะบ่าเขาเมื่อกี้ก็เลื่อนมาปิดปากเขาแทน
“ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว ก็ฉันบอกแล้วไง ว่าฉันจะคอยเป็นห่วงนาย ถ้านายทำรายงานจนลืมกินข้าว แล้วปวดท้องขึ้นมาจะทำไง เพราะฉะนั้น ไปกินอะไรกับฉันก่อนกลับเหอะนะ อย่าทำให้ฉันเป็นห่วงมากกว่านี้เลย” ซองมินพูดพร้อมกับเบี่ยงตัวมาเพื่อให้มองหน้าแดซองได้ถนัด เขาพูดโดยที่หน้าของเขาห่างจากหน้าแดซองเพียงไม่กี่เซน และเมื่อพูดจบ เขาก็ปล่อยมือออกจากปากแดซองแล้วเปลี่ยนมาเป็นกุมมือแทน โดยเขามั่นใจว่า หากเขาปล่อยมือออกจากปากแดซองแล้ว แดซองจะไม่เถียงอะไรต่อ เพราะหมอนั้นเอาแต่ก้มหน้า ตั้งแต่ที่หน้าของเขายื่นไปใกล้ ๆ หน้าแดซองแล้ว
~ # ~ # ~ # ~ # ~ # ~ G ~ E ~ N ~ I ~ E ~ # ~ # ~ # ~ # ~ # ~
“ไอ้บ้า!!!” ซึงรีล้มตัวลงนอนบนเตียง พร้อมกับพ่นคำด่าออกมา เขารู้สึกหงุดหงิด เสียหน้า และก็โกรธ โกรธจินนี้ที่ทำให้ทุกคนมองว่าเขาเป็นคนบ้า
“พูดจาไม่เพราะเลย” เสียงของผู้ชายดังขึ้นนอกหน้าต่าง ทำให้ซึงรีลุกขึ้นนั่งบนเตียง และหันไปมอง
“ไอ้บ้า!!!!!!!!!!” ซึงรีตะโกนด่าดังกว่าเดิม ก็ไอ้ตัวสาเหตุที่ทำให้เขามีหลายอารมณ์ในตอนนี้มานั่งอยู่บนระเบียงตรงหน้าเขา
“อ้าว นายมาด่าฉันทำไม”
“ไปให้พ้นเลยนะ ไม่ต้องมาให้ซึงรีเห็นหน้าอีกเลย” ไม่พูดป่าว ซึงรียังลุกไปปิดหน้าต่าง และก็ปิดม่านทันที เพื่อไม่ให้คนที่นั่งอยู่ตรงระเบียง มองเห็นเขาที่กำลังนั่งอยู่บนเตียงภายในห้อง
“เฮ้ย!!!!!!!!!!!” จินนี้รีบกระโดดลงจากระเบียง ก่อนจะเดินตรงมาที่หน้าต่าง ทันทีที่เจ้าของห้องเพิ่งปิดมันไป
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
จินนี้เคาะหน้าต่างเสียงดัง และเคาะอยู่หลายครั้ง เพื่อหวังว่าคนข้างในจะเปิดหน้าต่างออกมา แต่ก็ดูเหมือนว่ามันจะไม่ได้ผล เมื่อเขาเคาะจนเจ็บมือแล้ว คนข้างในห้องก็ยังไม่เปิดหน้าต่างออกมา
“นี้!!! มาปิดหน้าต่างใส่หน้าฉันทำไม” หนุ่มร่างสูงพูดทั้ง ๆ ที่ยังเคาะหน้าต่างอยู่
“นี้!!!!!!!! เปิดหน้าต่างเดี๋ยวนี้นะ!”
“ไอ้บ้า!!!!!!!!! ไปให้พ้น” เสียงจากคนในห้องตะโกนด่าออกมา ซึงรีล้มตัวลงนอนคว่ำหน้าอยู่บนเตียง พร้อมกับเอาหมอนหนุนหัวมาปิดหูทั้งสองข้าง เพื่อไม่ให้ได้ยินเสียงจากคนนอกห้อง ที่ยืนตะโกนอยู่ข้างหน้าต่าง
“เปิดหน้าต่างเดี๋ยวนี้นะ! นายมาโกรธฉันเรื่องอะไร ออกมาคุยให้รู้เรื่องสิ!!!” จินนี้หยุดเคาะกระจก แล้วคอยฟังเสียงคนในห้องตอบรับ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีเสียงอะไรเล็ดลอดออกมาให้ได้ยิน
“นี้เจ้านาย นายโกรธฉันเรื่องอะไร นายมาไล่ฉันทำไม ฉันทำอะไรผิดเหรอ” น้ำเสียงจินนี้ฟังดูลดลง ตอนแรกเขารู้สึกโกรธที่ถูกปิดหน้าต่างใส่หน้า แต่ตอนนี้เขาอยากรู้เหตุผลที่เจ้านายตัวน้อยมาปิดหน้าต่างใส่เขา แล้วก็ไม่ยอมพูดอะไรกับเขาอีก นอกจากไล่ให้เขาไปไกล ๆ
แล้วนี้เขาทำอะไรผิด ทำไมเจ้านายถึงต้องมาไล่กันแบบนี้ด้วยนะ ไม่อยากเห็นหน้ากันแล้วใช่มั้ย ต้องการแบบนั้นจริง ๆ เหรอ เจ้านาย.....
<<<<<<<<<< ~ G ~ E ~ N ~ I ~ E ~ >>>>>>>>>>
Talk: อ่า~ เครียดจริง ๆ ช่วงนี้ เครียดกับเรื่องเจย์ ถึงจะไม่ใช่ hottest เต็มตัวแต่ก็รักเจย์และรอเจย์กลับมานะ(มันเกี่ยวกับฟิคมั้ยเนี่ย)
เอาฟิคมาลงตอนเจย์ไม่อยู่ หวังว่าจะช่วยแก้เครียดได้บ้าง แต่มันก็คงช่วยอะไรไม่ได้มาก
ยังไงก็ขอบคุณสำหรับทุกคอมเม้นท์นะจ๊ะ