GENIE#3
posted on 14 Sep 2009 18:36 by welovetoptory
Title: GENIE
Cast: TOPTORY[YBGD&SMDS]
Rate: PG
Author: ugra
<<<<<<<<<< ~ G ~ E ~ N ~ I ~ E ~ >>>>>>>>>>
ตอนที่ 3
ซึงรีนอนหงายอยู่บนเตียง เสียงนอกห้องเงียบลงแล้ว.... มันเงียบไปได้สักพักแล้วด้วยซ้ำ และมันก็เงียบจนเกินไป
ไปแล้วจริง ๆ เหรอ จินนี้ใจร้าย....
ทั้ง ๆ ที่เป็นคนไล่ให้ไป แต่พอรู้สึกว่าจินนี้จะไปจริง ๆ ใจมันก็รู้สึกแปลก ๆ ซึงรีลุกจากเตียงเดินไปที่หน้าต่าง เพื่อหวังจะเปิดมันออก แต่แล้วก็กลับรู้สึกไม่กล้า มือที่กำลังจะเอื้อมไปเปิดหน้าต่าง ก็ลดระดับกลับมาอยู่ข้าง ๆ ลำตัว
หากเขาเปิดหน้าต่างออกไปแล้วเจอจินนี้ เขาจะทำยังไง จะหงุดหงิด ตะโกนด่า ว่าจินนี้อย่างนั้นเหรอ แล้วถ้าหากเขาเปิดหน้าต่างออกไปแล้วไม่เจอจินนี้ เขาละจะรู้สึกยังไง แล้วจะทำยังไง
ในเมื่อใช้สมองคิดไม่ออกว่าจะเปิดหน้าต่างดีหรือไม่เปิดดี ซึงรีก็ขอใช้ใจคิดละกัน ว่าควรจะเปิดหน้าต่างดีมั้ย
ซึงรีตัดสินใจเปิดหน้าต่างออกมา แล้วก็ต้องพบกับความผิดหวัง เมื่อมองผ่านหน้าต่างออกไปแล้วไม่เห็นใคร เขาชะโงกหัวออกจากหน้าต่าง เพื่อมองไปรอบ ๆ แต่ทันทีที่หัวโผล่ออกไปพ้นขอบหน้าต่าง เขาก็ต้องเห็นร่างของชายหนุ่มร่างสูงที่ยืนพิงกำแพงติด ๆ กับหน้าต่างที่เขาโผล่หัวออกมา
“จินนี้!” ซึงรีเรียกชื่อของคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ หน้าต่าง พร้อมกับปิดหน้าต่างอย่างรวดเร็ว ก็มันตั้งตัวไม่ทันนิ ว่าจะทำอะไร หากเห็นจินนี้ยังอยู่ จะด่า จะว่า จะบ่น ตอนนี้มันคิดไม่ออก ก็ขอปิดหน้าต่างหนีก่อนละกัน
“โอ๊ย!!!!!!!” เสียงร้องจากคนนอกห้องทำให้ซึงรีตกใจ หน้าต่างที่เขาเพิ่งจะปิด มันปิดลงแล้ว แต่ดันปิดไม่สนิท เพราะมีมือของคนนอกห้องมาคั่นมันไว้
“เป็นอะไรหรือเปล่า” ซึงรีรีบเปิดหน้าต่างออกมาดู เขาก็เห็นจินนี้ล้มตัวลงนั่ง พร้อมกับกุมมือข้างขวาที่โดนหน้าต่างหนีบเอาไว้ด้วยความเจ็บ
“เจ็บดิ ถามได้!” น้ำเสียงที่เอ่ยมาอย่างหนักแน่นทำให้ซึงรีรู้ได้ว่าจินนี้กำลังโกรธ.... เขาไม่ได้ตั้งใจที่จะทำให้จินนี้เจ็บ มันก็เป็นแค่อุบัติเหตุ แต่กลับทำให้เขารู้สึกผิดที่เห็นคนตรงหน้าต้องมาเจ็บเพราะเขา
“เจ็บมากมั้ย” ซึงรีรีบเดินออกจากห้อง มายังระเบียง เพื่อดูอาการของคนเจ็บใกล้ ๆ เขาจับมือของจินนี้ขึ้นมาดู ก็เห็นว่ามันเป็นรอยแดงเส้นตรงตามแนวหน้าต่างที่ปิดทับ
“โห้ แดงเลย ขอโทษนะ ซึงรีไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ พี่จินนี้อย่าโกรธเลยนะ” ซึงรีละสายตาจากมือของคนเจ็บเพื่อเงยมามองหน้าแทน แต่สีหน้าคนเจ็บตอนนี้ไม่ได้บ่งบอกถึงความเจ็บเลยแม้แต่น้อย มันกลับบงบอกว่าคนเจ็บกำลังมีความสุข เพราะจินนี้นั้นกำลังยิ้มอยู่
“ยิ้มทำไมฮ่ะ หายเจ็บแล้วเหรอ”
“ป่าว...ยังเจ็บอยู่”
“แล้วพี่ยิ้มทำไม” คำตอบของคนเจ็บยิ่งทำให้ซึงรีสงสัย ในเมื่อเจ็บอยู่ แล้วจะมานั่งยิ้มทำไม นี้เหรอสีหน้าของคนที่ยังเจ็บอยู่
“ไม่รู้สิ เห็นนายเป็นห่วงฉันมากขนาดนี้มันก็เลยยิ้มออกมา.... ทำไม ผิดด้วยเหรอ ที่ยิ้ม”
“ไอ้บ้า” ซึงรีว่าจินนี้อีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เพราะเขาโกรธ แต่มันเป็นเพราะว่าเขาไม่รู้จะพูดคำไหนต่างหาก
“วันนี้นายจะด่าฉันแต่คำนี้หรือไง”
“ทำไมอยากให้ซึงรีด่าคำอื่นเหรอ ซึงรีด่าได้นะ”
“โอ๊ะ ๆ ไม่ต้องเลย ถ้านายลองด่าฉันมากกว่านี้ละก็ นายเจอดีแน่”
“เจอดีงั้นเหรอ” ซึงรีมองหน้าจินนี้อย่างมีเลศนัย จนจินนี้รู้สึกสงสัย แต่ความสงสัยของเขาก็เกิดได้ไม่นาน เพราะไอ้คนที่มองหน้าเขาแบบมีเลศนัยนั้น กำลังบีบมือของเขาที่เพิ่งโดนหน้าต่างหนีบอยู่
“โอ๊ย!! นายทำบ้าไรเนี่ย!!!!!!” จินนี้รีบชักมือกลับ ก่อนที่คนตรงหน้าจะบีบมือเขาให้เจ็บไปมากกว่านี้
“ก็เจอดีไง สมน้ำหน้า” ซึงรีแลบลิ้นใส่คนเจ็บ ก่อนจะลุกขึ้นเพื่อหวังจะเดินกลับเข้าห้อง แต่ก็มีมือดีมาฉุดมือเข้าไว้ ไม่ให้เดินไปไหนได้ซ่ะก่อน
“คุยกันก่อนสิ”
“คุยอะไร”
“นายมาไล่ฉันทำไม”
“ก็...พี่จินนี้ทำให้ซึงรีโกรธ”
“ฉันไปทำอะไรให้นายโกรธ”
“ก็พี่ไม่ยอมออกมาให้เพื่อนของซึงรีเห็น เลยทำให้เพื่อนซึงรีคิดว่าซึงรีเป็นคนบ้า”
“แล้วทำไมฉันต้องออกมาให้คนอื่นเห็นด้วยล่ะ.....ให้นายเห็นแค่คนเดียวไม่พอเหรอไง”
“อยากอวดฉันให้คนอื่นเห็นในฐานะอะไร คนในตะเกียงงั้นเหรอ เจ้านาย.....” คำพูดของหนุ่มร่างสูงฟังดูตัดเพ้อจนซึงรีรู้สึกได้ แต่ที่ซึงรีรู้สึกไม่ได้คือตอนนี้คนในตะเกียงจะรู้สึกยังไง และกำลังคิดอะไร
“เปล่า”
“ถ้าเปล่า แล้วนายอยากจะอวดฉันให้คนอื่นเห็นทำไมกัน”
“ก็....พี่จินนี้เป็นอะไรที่แปลก และน่ามหัศจรรย์ไม่ใช่เหรอ”
“ฉันแปลกตรงไหน มีส่วนไหนเหรอไง ที่ฉันมีไม่เหมือนนาย หรือว่ามันมีอะไรเพิ่มขึ้นมา เจ้านายบอกฉันที”
“....” ซึงรีไม่ได้ตอบอะไร เพียงแต่ส่ายหน้าเบา ๆ ก็หากมองผู้ชายตรงหน้าแล้ว เขาก็มีอัวยวะครบ 32 เหมือนกับซึงรี ไม่มีส่วนไหนขาด หรือเกินมาเลย
“ถ้าไม่มีงั้นเจ้านายก็มองฉันให้เหมือนคนปกติทั่วไปจะได้มั้ย....” พูดจบจินนี้ก็ยื่นมือทั้งสองข้างของเขาไปจับศรีษะของคนร่างเล็กที่อยู่ตรงหน้า ก่อนจะค่อย ๆ เลื่อนมือลงมาเพื่อกุมแก้มทั้งสองข้างของซึงรีไว้ พร้อมกับยื่นหน้าเข้าไปหาซึงรี จนสายตาอยู่ในระดับเดียวกัน และอยู่ห่างกันเพียงไม่กี่เซนติเมตร
“มองฉันเหมือนพี่คนหนึ่ง หรือเป็นแค่เพื่อนของนายคนหนึ่งก็พอ เข้าใจมั้ย เจ้านาย”
“....”ซึงรีพยักหน้าแทนคำตอบ แล้วก็ต้องเอียงหัวหนีเมื่อมือที่กุมแก้มเขาเมื่อกี้ ย้ายมาขยี้ผมแทน
จินนี้ยิ้มออกมาทันที แม้ซึงรีจะไม่พูดออกมา แต่เขาก็เชื่อว่าซึงรีจะมองเขาเป็นแค่มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่คนวิเศษ ที่แปลกแยกไปจากมนุษย์ทั่วไป
“ทำอะไรของพี่เนี่ย ผมยุ่งหมดเลย” ซึงรีบ่นออกมาทั้งทางปากและก็ทางสายตาที่จิกกัดไปยังคนที่ทำผมเขาเสียทรง โดยที่มือของเขาก็กำลังจัดทรงผมให้เข้าที่เข้าทางเหมือนเดิม
“ก็แค่ผมยุ่ง ทีเมื่อกี้นายทำฉันเจ็บ ฉันยังไม่ว่าอะไรเลยนะ”
“ก็ขอโทษไปแล้วไง จะเอาอะไรอีก”
“ฉันไม่เอาอะไรหรอก แค่นายอย่าไล่ฉันไปไหนก็พอ”
“ซึงรีไม่รับปาก ถ้าพี่จินนี้ทำให้ซึงรีโมโหอีก ซึงรีก็จะไล่พี่ไปไกล ๆ เลย”
“นายนี้ใจร้ายชะมัด ฉันไปดีกว่า”
“พี่จินนี้จะไปไหน จะกลับเข้าไปอยู่ในตะเกียงเหรอ”
“ฉันบอกแล้วไง ว่าให้มองฉันเป็นคนปกติทั่วไป ไม่ใช่คนในตะเกียง” จินนี้บอกกับซึงรีแล้วก็กระโดดขึ้นระเบียงเพื่อจะปีนไปยังระเบียงของบ้านที่อยู่ข้าง ๆ
“แล้วนั้นพี่จะไปบ้านพี่ซองมินทำไมล่ะฮ่ะ ถ้าให้มองเป็นคนปกติทั่วไป พี่ก็ไม่น่าไปปีนบ้านคนอื่นเขาแบบนี้ไม่ใช่เหรอ แบบนี้มันเรียกขโมยชัด ๆ”
“นายนี้นะ...” จินนี้ไม่ได้พูดอะไรต่อ เพราะถ้าขืนเขาพูดอะไรออกไปมากกว่านี้ ไอ้เด็กตัวเล็กที่อยู่ข้างหลังเขา คงหาเรื่องพูดมาเถียงจนเขาไปไหนไม่ได้แน่ เขาเลยตัดสินใจเดินเข้าห้องซองมิน แล้วก็เปิดประตูหน้าห้องเพื่อเดินออกจากห้องไป
ซึงรียืนมองดูจินนี้ที่เดินออกจากห้องพี่ซองมินไปแล้ว ก่อนจะหันหลังเดินกลับเข้ามาที่ห้องของตัวเอง เขาทิ้งตัวนั่งลงบนเตียงเพื่อมองดูตะเกียงที่ตั้งอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือ
ให้มองเป็นคนปกติทั่วไปอย่างนั้นเหรอ....
แล้วจะให้ซึงรีมองแบบนั้นได้ไง ก็ในเมื่อนายเป็นคนในตะเกียง ไม่ใช่มนุษย์....
~ # ~ # ~ # ~ # ~ # ~ G ~ E ~ N ~ I ~ E ~ # ~ # ~ # ~ # ~ # ~
“สาย” จียงบอกกับเพื่อนร่างหนาอย่างคาดโทษ หลังจากที่เขานั่งยอง ๆ อยู่หน้าบ้าน เพื่อรอเพื่อนร่างหนาเดินออกจากบ้านมา
ในทุก ๆ เช้า จียงกับแทยังมักจะออกมาเจอกันที่หน้าบ้านของตัวเองเพื่อไปโรงเรียนพร้อมกันเสมอ บ้านของพวกเขาอยู่ติดกัน และก็ยังเป็นเพื่อนเล่นที่เล่นกันมาตั้งแต่เด็ก เลยทำให้พวกเขาสนิทกันจนเกินกว่าคำว่า ‘เพื่อน’.... นั้นเป็นสิ่งที่จียงคิดคนเดียว แต่สำหรับแทยังแล้ว จียงก็แค่เพื่อนสนิทของเขาคนหนึ่งเท่านั้น
“โทษที เมื่อคืนนอนดึกไปหน่อย”
“นอนดึก?”
“ฉันนั่งทำรายงานของ อ.จีฮุน”
“รายงานของ อ.จีฮุน ส่งอาทิตย์หน้าไม่ใช่เหรอ”
“ใช่ ส่งอาทิตย์หน้า”
“แล้วนายจะรีบทำไปทำไม เหลือเวลาอีกตั้งเยอะ”
“เหลือเวลาอีกตั้งเยอะเหรอ...”
“นายอย่าลืมสิจียง ว่าพวกเราอ่ะ ตื่นเช้ามาก็ไปมหาลัย หลังจากเลิกเรียนก็ไปทำงานพิเศษ กว่าจะเลิกงานก็ปาไปเกือบเที่ยงคืน แค่นี้มันก็ไม่มีเวลาว่างให้พวกเราต้องทำรายงานแล้วนะ”
“นายนิขี้บ่นชะมัด ฉันถามนิดเดียวตอบซ่ะยาวเลย” จียงบ่นเพื่อนร่างหนา ก่อนที่จะเดินออกไป
“ฉันไม่ได้บ่นซ่ะหน่อย ก็แค่อธิบายให้นายฟัง ว่าพวกเราไม่ค่อยมีเวลาว่างที่จะทำรายงานเหมือนพวกนักศึกษามหาลัยทั่วไป เพราะฉะนั้นนายเองก็ควรเริ่มทำรายงานได้แล้ว” แทยังที่เดินตามหลังจียง พยายามอธิบายให้จียงได้เข้าใจ โดยไม่ลืมใส่ความหวังดีลงไปในประโยคที่พูดให้กับเพื่อนคนสนิท แต่ทว่าความหวังดีของเขากลับไม่ได้รับคำชม
“นายนี้ขี้บ่นจริง ๆ”
“ฉันบอกแล้วไงว่าฉันไม่ได้บ่น ก็แค่อธิบายให้นายฟัง”
“มันก็เหมือนกันนั้นแหล่ะ”
“ไม่เหมือนกันสักหน่อย” แทยังหยุดเดิน เพื่อพูดกับตัวเอง เขาพยายามคิดหาข้อแตกต่างระหว่างขี้บ่นกับพูดอธิบาย แต่แล้วก็ต้องหยุดคิดเมื่อเพื่อนสนิทที่เดินนำหน้าไปหยุดเดินแล้วหันมาพูดด้วย
“นี้! วันนี้ฉันได้ข่าวจากเจ้าของร้านว่าจะมีพนักงานมาใหม่ด้วย”
“เหรอ”
“อืม ที่นี้นายก็คงมีเวลาว่างเยอะขึ้นพอที่จะทำรายงาน แล้วก็ไม่ต้องนอนดึก ตื่นสาย ทำให้ฉันต้องรอนายนาน ๆ แบบวันนี้แล้วแหล่ะ”
“นายรู้มั้ย,,,, วันนี้ฉันยืนรอนายจนปวดขาไปหมด นายต้องรับผิดชอบ” จียงพูดจบก็ออกเดินอีกครั้ง โดยไม่รอเพื่อนร่างหนาที่ยังยืนอยู่กับที่
“นายนั้นแหล่ะ....ที่ขี้บ่น จียง”
................................
.......................
...............
......
.
“นี้!” เสียงเรียกดังมาจากข้างหลัง ทำให้แทยังหันไปมองก็เห็นเพื่อนร่างบางที่เป็นเพื่อนคุยตลอดทางมามหาลัยยังยืนอยู่ที่เดิม หลังจากลงรถเมลล์มา
“หืม? มีอะไร”
“ฉันเมื่อยขา” คำตอบของเพื่อนร่างบางที่เรียกเขาไว้ยิ่งทำให้แทยังสงสัย... จียงเมื่อยขาแล้วมาบอกเขาทำไม อยากจะให้เขาพาไปห้องพยาบาลงั้นเหรอ หรืออยากจะให้เขาไปนวดให้
“แล้วไง”
“ก็นายทำให้ฉันเมื่อยขา นายต้องรับผิดชอบ”
“ฉันเนี่ยนะ!” แทยังชี้หน้าตัวเองด้วยความสงสัย เขาไม่เข้าใจว่าเขาไปทำให้จียงเมื่อยตอนไหน ก่ะอีแค่เมื่อเช้าเขาออกสายแค่ห้านาที จนจียงต้องมานั่งรอเขาที่หน้าบ้านแค่นี้ มันทำให้จียงเมื่อยขาเลยเหรอ
“ใช่ นายนั้นแหล่ะที่ทำให้ฉันเมื่อยขา”
“เมื่อเช้านายทำให้ฉันต้องรอนาน แถมบนรถเมลล์ก็ไม่มีที่นั่งทำให้ฉันต้องยืนตลอดทาง นั้นก็เพราะว่านายตื่นสาย เลยทำให้ไม่มีที่นั่ง เพราะฉะนั้นนายต้องรับผิดชอบ”
“รับผิดชอบ? ยังไง”
“ให้ฉันขี่หลังไปจนถึงห้องเรียน”
“ห๊า!!!” แทยังตะโกนเสียงดังจนคนที่ป้ายรถเมลล์หันมามองเขาเป็นตาเดียว
“นายล้อฉันเล่นใช่มั้ย”
“ไม่ได้ล้อเล่น ฉันพูดจริง ๆ”
“แต่ฉันคงไม่ให้นายขี่หลังไปจริง ๆ หรอกนะ”
“ไม่ได้! นายจะปฏิเสธไม่ได้ นายจะต้องให้ฉันขี่หลังเดี๋ยวนี้”
“เรื่องอะไร นายมีขาก็เดินเองสิ”
“แต่ฉันปวดขาก็เพราะนายนะ นายต้องรับผิดชอบสิ”
“ไม่!!!” แทยังตะโกนตอบจียงแล้วก็ตั้งท่าวิ่งหนีออกไปทันที
“หยุดเดี๋ยวนี้นะแทยัง! มาให้ฉันขี่หลังเดี๋ยวนี้!!!!!” จียงไม่รอให้เพื่อนได้วิ่งนีไปไกล เขาวิ่งไล่แทยังไปติด ๆ ยิ่งวิ่งเข้าไปใกล้แทยังมากเท่าไร จียงก็ทำท่าจะกระโดดขี่ จนแทยังต้องเอียงตัวหลบหนีตลอดทาง
ทั้งสองคนวิ่งเล่นวิ่งไล่กันอย่างสนุกสนาน โดยไม่อายสายตาคนอื่นที่ต่างหันมามองพวกเขาเป็นสายตาเดียวกัน รวมทั้งคน ๆ นี้ ที่มองดูพวกเขาอยู่ตลอดเวลาจนกระทั่งพวกเขาวิ่งไล่กันขึ้นตึกเรียนไป
“ซึงรี” เสียงเรียกของเพื่อนสนิทร่างหนาดังขึ้นมาจากข้างหลัง ทำให้ซึงรีหันไปมองก็เห็นแดซองที่เพิ่งลงจากรถเมลล์กำลังวิ่งมาทางเขา
“หวัดดี” แดซองกล่าวทักทายเพื่อนสนิท พร้อมกับยิ้มทักทายในตอนเช้า เพื่อหวังจะให้เพื่อนตัวเล็กยิ้มตอบ แต่เพื่อนของเขากลับเพียงแค่ไม่ยิ้มตอบ ยังทักทายเขาด้วยคำสั้น ๆ แล้วก็เดินจากไป
“อืม”
แดซองได้แต่ยืนมองหลังเพื่อนตัวเองที่กำลังจะเดินเข้ามหาลัย ในตอนเช้าที่อากาศสดใสแบบนี้ ทำไมอารมณ์ของเพื่อนเขามันถึงได้ดูเศร้ายิ่งนัก ทั้ง ๆ ที่เพิ่งจะเริ่มวันใหม่มาเพียงไม่กี่ชั่วโมง
“เป็นอะไรหรือเปล่า....ซึงรี” แดซองที่เพิ่งเดินมาถึงที่นั่งของตัวเองในห้องเรียน ถามเพื่อนสนิทที่นั่งเหม่อมองออกไปข้างนอกห้อง
“ป่าว” ซึงรีตอบคำถามแดซองทั้ง ๆ ที่สายตาก็ยังคงจับจ้องมองออกไปข้างนอก
ในเช้าวันนี้ตึกที่เขาเรียนไม่ใช่ตึกเดิมที่อยู่หน้ามหาลัย เวลามองออกไปนอกหน้าต่างแล้วจะเห็นประตูมหาลัย แต่ตึกที่เรียนในวันนี้ มันทำให้เขาเห็นสนามฟุตบอล เวลาที่เขามองออกไปนอกหน้าต่าง
สนามฟุตบอลที่พี่แทยังเคยฝึกซ้อมตอนอยู่ปีสอง แต่วันนี้ไม่มีพี่เขาแล้ว...
เมื่อปีที่แล้วซึงรีจำได้ดีว่าหลังเลิกเรียนเขาชอบมายืนที่ข้างสนามเพื่อมองดูรุ่นพี่แทยังฝึกซ้อมกับชมรมฟุตบอล แต่ว่าปีนี้มันคงไม่มีแล้ว เพราะพี่แทยังขอลาออกเพื่อจะไปทำงานที่ร้าน VIP BANG
ในตอนแรกที่พี่แทยังลาออกเขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไร ทั้ง ๆ ที่พี่แทยังรักฟุตบอลมาก แต่ก็ยอมลาออกไป หรืออาจเป็นเพราะว่า พี่เขาอยากไปทำงานพิเศษใกล้ ๆ กับคนพิเศษของเขาก็เป็นได้
“นี้! ซึงรี” เสียงเรียกของแดซองทำให้ซึงรีหยุดความคิด หยุดเหม่อแล้วหันกลับมามองแดซองที่เลื่อนเก้าอี้มานั่งติดกับเก้าอี้ของเขา
“ถ้าโลกนี้มีจินนี้อยู่จริง แล้วนายสามารถขอพรได้หนึ่งอย่าง นายอยากจะขออะไร” ทันทีที่ได้ฟังคำถามของเพื่อนสนิทเสร็จ คิ้วของซึงรีก็แทบพูดกันเป็นโบว์
“ทำไมถึงถามแบบนี้?”
“เมื่อวานนายยังไม่เชื่ออยู่เลย ว่าจินนี้มีอยู่จริง แล้ววันนี้นายจะมาถามเกี่ยวกับจินนี้อีกทำไม”
“ฉันไม่ได้ถามเกี่ยวกับจินนี้ ฉันแค่อยากรู้ว่าถ้านายขอพรได้หนึ่งอย่าง นายอยากจะขออะไร”
“นั่นแหล่ะ แล้วทำไมนายต้องพูดถึงจินนี้ด้วย หรือว่านายจะเอาเรื่องเมื่อวานมาพูด นายจะหาว่าซึงรีเป็นคนบ้าใช่มั้ย ที่บอกว่าจินนี้มีอยู่จริง”
“ว่ะ! ไอ้นี้ ฉันแค่เห็นนายเครียด เลยหาเรื่องมาพูดด้วย แล้วทำไมนายต้องมาพูดหาเรื่องฉันแต่เช้าแบบนี้ด้วยเนี่ย” แดซองพูดอย่างหงุดหงิดแล้วก็ชักเก้าอี้กลับไปนั่งที่เดิม
ซึงรีมองเพื่อนร่างหนาแล้วก็รู้ทันทีว่าเขาคงทำผิดพลาดไป ที่ทำให้เพื่อนร่างหนาหงุดหงิด ทั้ง ๆ ที่กำลังเป็นห่วงเขาอยู่
“โทษที พอดีเมื่อคืนนี้ซึงรีนอนไม่ค่อยจะพอ ขอบตามันดำ เลยทำให้ซึงรีหงุดหงิดพาลโมโหใส่ ขอโทษทีนะ” ซึงรีรู้ตัวดีว่าทำผิดก็ควรกล่าวขอโทษ เขาขอโทษเพื่อน พร้อมกับอ้างเหตุผลโกหก เพื่อหวังจะทำให้เพื่อนสบายใจไม่ต้องมาเป็นห่วงเขาในเรื่องที่เขาเครียดอยู่ เพราะเรื่องความรักนี้เขาขอเครียดกับมันคนเดียวพอ
“ตกลง เช้านี้ที่นายมานั่งเครียดก็เพราะไอ้ขอบตาดำเนี่ยนะ”
“อืม”
“นายบ้าหรือเปล่า ตั้งแต่ฉันรู้จักกับนายมา ฉันก็เห็นว่าไอ้ขอบตาของนายเนี่ย มันดำแบบนี้แทบจะทุกวันอยู่แล้ว แล้วนายจะมาเครียดทำไม”
“นั้นสินะ ซึงรีจะมานั่งเครียดทำไม” ซึงรีส่งยิ้มให้แดซองทั้ง ๆ ที่ในใจรู้สึกเจ็บปวด
จะเครียดทำไม....ไหนว่าจะแค่แอบรักไม่ต้องการให้เขารักตอบ
แล้วจะเครียดทำไม.....
~ # ~ # ~ # ~ # ~ # ~ G ~ E ~ N ~ I ~ E ~ # ~ # ~ # ~ # ~ # ~
เวลาหลังเลิกเรียนจียงและแทยังก็เดินทางมาทำงานกันตามปกติ แต่ที่ไม่ปกติก็ตอนที่เดินมายังห้องพักพนักงานเพื่อเปลี่ยนชุดประจำร้าน แล้วเห็นผู้ชายแปลกหน้านั่งกินขนมอยู่ที่เก้าอี้ตรงโต๊ะขนาดใหญ่ตั้งอยู่กลางห้อง
“หวัดดี ฉันโจ ซองมิน เป็นพนักงานใหม่ เพิ่งมาทำงานเป็นวันแรก” คนแปลกหน้ารีบแนะนำตัวให้กับผู้ชายสองคนที่ยืนทำหน้าสงสสัยอยู่ตรงประตู
“หวัดดีครับ ผมแทยัง” แทยังก้มหัวทักทาย ก่อนจะเดินไปที่ล๊อกเกอร์ของตัวเอง เพื่อหยิบเสื้อผ้าทำงานมาเปลี่ยน
“ผม....”
“จียง” ยังไม่ทันที่จียงจะได้แนะนำตัว ผู้ชายร่างสูง พนักงานคนใหม่ก็เรียกชื่อของเขาขึ้นมาซ่ะก่อน
“ฮ่ะ ผมจียง”
“ฉันว่าแล้วเชียว ว่านายต้องเป็นควอน จียง”
“ฮ่ะ แล้ว...คุณรู้ได้ยังไง ว่าผมชื่อ จียง”
“....” ซองมินไม่ได้ตอบคำถามจียง เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้ เพื่อเดินมาหาจียง ก่อนจะยื่นหน้าของตัวเองไปใกล้ ๆ หน้าจียง
ซองมินยังคงไม่ตอบคำถามของจียง เขาใช้สายตาสำรวจใบหน้าของจียงไปจนทั่ว ก่อนจะยิ้มออกมา
“ก็ผู้จัดการร้านเขาบอกกับฉัน ว่าที่นี้มีพนักงานพิเศษที่จะมาทำงานในตอนเย็นอีกสองคน ชื่อจียงกับแทยัง แล้วเขาก็ยังบอกอีกว่า แทยังเป็นผู้ชายเท่ห์มีกล้าม ส่วนจียงก็เป็นเด็กผู้ชายที่หน้าตาน่ารัก ฉันก็เลยรู้ว่านายชื่อจียง เพราะนายน่าตาน่ารักอย่างที่ผู้จัดการร้านเขาบอกจริง ๆ” ซองมินไม่เพียงแค่ชมว่าจียงน่ารัก เขายังยื่นมือของเขาไปลูปแก้มจียงเบา ๆ พอทำให้คนถูกโดนลูป รู้สึกเขินเล็กน้อย
ปัง!!!!!!!!!!!!
เสียงของเหล็กที่กระทบกันดังขึ้นมาเสียงดัง ทำให้ซองมินกับจียงรู้สึกตัวว่าพวกเขาไม่ได้อยู่กันแค่สองคน แต่ยังมีผู้ชายอีกคนที่ยืนอยู่ในห้อง
ซองมินหันหลังไปมองคนที่ทำเสียงดัง เขาก็เห็นแทยังมองมาทางพวกเขาอยู่ โดยที่มือของเขาก็ยังจับอยู่ที่ประตูล๊อกเกอร์ เลยทำให้ซองมินรู้ว่า เสียงที่ดังขึ้นเมื่อกี้ เกิดจากประตูล๊อกเกอร์ที่แทยังปิดมันอย่างแรง
“โทษที” คนทำเสียงดังกล่าวขอโทษ แต่หากดูจากสีหน้าแทยังแล้วจะรู้ดีว่าเขาไม่ได้ขอโทษเพราะรู้สึกผิดอะไร แต่ที่เขาพูดไป เพราะกำลังเป็นที่สนใจของคนสองคนในห้องนี้ต่างหาก
ในเมื่อไม่อยากเป็นที่สนใจมากกว่านี้ แทยังก็เดินออกจากห้องไป เพื่อเปลี่ยนชุดทำงานที่ห้องน้ำ โดยระหว่างที่จะเดินผ่านเพื่อนร่างบาง เขาก็ไม่ลืมที่จะหันไปมองเพื่อนร่างบางของเขาที่เขินให้กับคนร่างสูงตรงหน้านี้ด้วย
จียงมองแทยังที่เดินออกไปอย่างไม่เข้าใจ แทยังจ้องมองเขาอย่างกับคาดโทษ เขาทำอะไรผิด ทำไมถึงต้องมามองหน้ากันแบบนี้....
“ฉันไปทำอะไรให้หมอนั้นโกรธหรือเปล่า”
“ไม่รู้เหมือนกันฮ่ะ เดี๋ยวผมขอตัวไปเก็บของก่อน”
“อืม”
ซองมินยืนมองจียงที่เดินผ่านเขาไปยังล๊อกเกอร์ แล้วก็หันกลับมามองประตูที่หนักงานร่างหนาเพิ่งปิดมันไป
มีอะไรสนุกๆ ให้เล่นแล้วสิ....
ไม่เพียงแค่คิด รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ก็ยังปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าของคนที่ชื่อว่าโจ ซองมินอีกด้วย
~ # ~ # ~ # ~ # ~ # ~ G ~ E ~ N ~ I ~ E ~ # ~ # ~ # ~ # ~ # ~
ปัง!!
เสียงเปิดและปิดประตูอย่างรวดเร็ว ทำให้จินนี้ที่นั่งอยู่บนขอบระเบียงบ้านของซึงรีรู้ว่าเจ้านายตัวเล็กของเขามาอยู่ที่ห้องนอนแล้ว
วันนี้สีหน้าของเจ้านายตอนเดินมาที่หน้าประตูหน้าบ้าน ดูท่าจะไม่ดีเหมือนกับว่าเจ้านายตัวเล็กของเขามีเรื่องไม่สบายใจให้ต้องคิด
“หวัดดีเจ้านาย” จินนี้ยิ้มทักทายทันทีที่เจ้านายเปิดผ้าม่านออกมา และเจ้านายของเขาก็ยิ้มตอบ แต่รอยยิ้มนั้นไม่ได้แสดงถึงความดีใจที่ได้เห็นหน้าเขาเลย มันเป็นเพียงแค่ยิ้มทักตอบมาส่ง ๆ ก็เท่านั้น
“พี่มานั่งทำอะไรตรงนี้เหรอฮ่ะ” เจ้านายของเขาเปิดหน้าต่างออกมาเพื่อจะถามเขา
“ก็มารอเจ้านายไง” คำตอบของจินนี้ทำให้คนฟังต้องทำหน้าสงสัย
“รอซึงรี? รอทำไมฮ่ะ”
“ไม่รู้สิ พอดีไม่มีอะไรทำ ก็เลยมานั่งรอเจ้านายเล่น”
“เป็นคนในตะเกียงนี้ดีจังเลยนะฮ่ะ วัน ๆ ไม่ต้องทำอะไร”
“นี้! เจ้านาย” จินนี้เรียกเจ้านายของเขาแล้วก็กระโดดลงจากระเบียงเพื่อเดินมายังหน้าต่าง เขายืนอยู่ตรงหน้าเจ้านายตัวเล็ก ก่อนจะเอื้อมมือทั้งสองข้าง ไปกุมแก้มของเจ้านายไว้ เหมือนกับที่เขาทำเมื่อคืนวาน
“ฉันบอกเจ้านายแล้วไง ว่าให้มองฉันเป็นคนปกติทั่วไป ไม่ใช่คนในตะเกียง เจ้านายจำไม่ได้เหรอ”
“....” ซึงรีไม่ได้ตอบคำถามออกมา เขาเพียงแค่พยักหน้าเบา ๆ เพื่อยืนยันว่าเขายังจำได้ดีถึงประโยคเมื่อวานที่จินนี้บอกกับเขาไว้
“จำได้ก็ดี แล้วทีหลังอย่าพูดอะไรเหมือนกับว่าฉันไม่ใช่คนปกติทั่วไปอีกล่ะ”
“....” ซึงรีก็ยังคงไม่ได้ตอบอะไร เขาเอาแต่จ้องหน้าจินนี้ที่พูดกับเขา และก็ดูเหมือนจินนี้เองก็ไม่ได้ต้องการคาดคั้นเอาคำตอบจากเขาเหมือนกัน
“นี้เจ้านาย...ฉันขอเข้าไปนั่งเล่นในห้องได้มั้ย”
“....” และนี้ก็ยังคงเป็นอีกครั้งที่ซึงรีไม่ได้ตอบอะไร เขาได้แต่พยักหน้าแล้วก็เดินไปเปิดประตูเพื่อให้คนนอกห้องได้เดินเข้ามาในห้องตามคำขอ
“นี้... เจ้านาย” จินนี้เรียกเจ้านายหลังจากที่นั่งลงบนเตียงของเจ้านาย.... เจ้านายตัวเล็กของเขากำลังยืนพิงอยู่กับโต๊ะเขียนหนังสือแล้วหันหน้ามามองเขา
“....” แล้วภายในห้องเกิดความเงียบ เมื่อคนถูกเรียกไม่ขานตอบ และคนเรียกก็ไม่ยอมพูดอะไรต่อ
“นายเป็นใบ้เหรอไง” คำพูดแรกที่หลุดออกมาหลังจากเงียบไปสักพัก เป็นคำพูดของคนเรียก จินนี้เริ่มรู้สึกหงุดหงิด ที่ถามอะไรซึงรีก็ไม่ตอบ เรียกไป ซึงรีก็ไม่ขานรับ
“อ้าว.... พี่จินนี้มาว่าซึงรีทำไมเนี่ย”
“ก็นายเอาแต่เงียบทำไมเล่า! ตั้งแต่เมื่อกี้แหล่ะ นายก็เอาแต่พยักหน้า พอฉันเรียกนายก็ไม่ยอมพูด”
“ก็ซึงรีกำลังรอฟังพี่พูดต่ออยู่นี้ไง”
“แต่ฉันเรียกนายอยู่นะ นายก็ควรพูดสิ”
“แล้วพี่จะให้ซึงรีพูดอะไรล่ะฮ่ะ ก็พี่เป็นคนเรียกซึงรีนะ”
“ใช่ฉันเรียก แต่นายก็ควรพูดอะไรบ้างสิ”
“ก็ผมพูดอยู่นี้แล้วไง” ซึงรีรู้สึกโกรธที่ถูกจินนี้กวนประสาทใส่ แต่แล้วความโกรธก็แปรเปลี่ยนเป็นความสงสัย เมื่ออยู่ดี ๆ จินนี้ก็หัวเราะออกมาเสียงดัง ทั้ง ๆ ที่เมื่อกี้ยังเถียงกับเขาอยู่
“พี่ขำอะไร”
“หน้านายตอนโกรธนี้ตลกชะมัด”
“สนุกนักเหรอไง ได้แกล้งซึงรี”
“อืม ก็สนุกดี”
“รู้งี้ไม่น่าเปิดประตูให้เข้ามาเลย น่าจะให้นั่งอยู่ข้างนอกนั้นแหล่ะ” ซึงรีบ่นพร้อมกับเลื่อนเก้าอี้ตรงโต๊ะหนังสือที่ตัวเองยืนอยู่ มานั่งลงและหันหลังให้จินนี้ ทำเป็นไม่สนใจ
“นี้ เจ้านาย” น้ำเสียงที่เรียกฟังดูแผ่วเบา เหมือนรู้สึกผิด ในการกระทำของตัวเอง จินนี้มองดูแผ่นหลังของคนที่นั่งหันหลังให้ก็พอจะรู้ว่าเจ้านายตัวเล็กของเขากำลังโกรธเขาอยู่
“อะไร!”
“ฉันเรียกดี ๆ ทำไมต้องมาตวาดด้วยเล่า”
“ซึงรีไม่ได้ตวาด ก็แค่ขานรับ เดี๋ยวไม่ขานรับ พี่จินนี้ก็หาว่าซึงรีเป็นใบ้อีก แล้วนี้เรียกซึงรีมีอะไร อยากจะหาเรื่องอะไรอีกเหรอไง” ซึงรีเอี้ยวตัวเพื่อหันไปมองจินนี้ที่ตอนนี้ลงจากเตียง ลุกขึ้นมายืนอยู่ข้างหลังเขา
“วันนี้เราจะพูดกันดี ๆ ไม่ได้เลยเหรอไง เจ้านาย....”
“ซึงรีพูดดีแล้ว มีแต่พี่นั่นแหล่ะ ที่พูดกวนประสาท”
“ฉันไม่ได้กวนประสาทนายสักหน่อย ฉันก็แค่เห็นนายเครียด ๆ เลยหาเรื่องแหย่เล่นเพื่อให้นายลืมเรื่องเครียด ก็เท่านั้นเอง”
“เหรอ แล้วทำไมซึงรีกลับรู้สึกว่ามันเครียดกว่าเก่าล่ะ” ซึงรีพูดพร้อมจ้องไปที่ตาของพี่จินนี้ ตอนนี้สีหน้าพี่จินนี้ดูไม่สู้ดีหนัก สายตาเขาบ่งบอกว่ารู้สึกผิดจริง ๆ ที่ทำให้ซึงรีโกรธ
“ขอโทษ.... ก็แค่อยากทำให้นายหายเครียด ไม่คิดว่านายจะเครียดมากไปกว่าเก่า ขอโทษจริง ๆ” จินนี้พูดจบก็หวังจะเดินออกจากห้อง แต่ทว่ามือเล็ก ๆ ของเจ้านาย กลับมาฉุดแขนเขาไว้
“ไหนบอกว่าจะทำให้หายเครียดไง แล้วจะหนีไปไหน”
“ก็นายบอกว่าฉันทำให้เครียดมากกว่าเก่า แล้วจะให้ฉันอยู่ทำไม สู้ฉันเดินออกไปให้นายอยู่คนเดียวไม่ดีกว่าเหรอ”
“ก็ถ้าพี่อยากทำให้ซึงรีหายเครียดจริง ๆ พี่ก็อยู่กับซึงรีสิ”
“แล้วถ้าฉันอยู่กับนาย นายจะไม่เครียดมากไปกว่าเก่าเหรอ”
“....” ซึงรีไม่ได้ตอบออกมา เขาเพียงแต่ส่ายหน้าเบา ๆ....
ซึงรีเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน ว่าอยู่กับพี่จินนี้แล้ว มันจะไม่เครียดมากไปกว่าเก่า แต่อย่างน้อย ตอนที่เขาอยู่กับพี่จินนั้น เขาก็สามารถลืมเรื่องของพี่แทยังไปได้สนิท อาจเป็นเพราะพี่จินนี้ช่วยเขาไว้จริง ๆ ช่วยให้เขาเครียดเรื่องอื่น แทนจนลืมเรื่องของพี่แทยังไป
<<<<<<<<<< ~ G ~ E ~ N ~ I ~ E ~ >>>>>>>>>>
Talk: ไม่รู้จะพูดอะไรเอาเป็นว่าขอบคุณสำหรับทุกคอมเม้นจ้า

เห็นใจสาวกทูซึงเหอะค่ะ อิคู่นี้หาอ่านยากมาก
เอาน่าไรเตอร์ มีคนอ่านแล้วไม่เม้นเยอะ คิดในทางที่ดีก็แสดงว่ามีคนอ่านเยอะนะค่ะ
เบแอบหึงใช่ไม๊ จียงอ้อนเกินไปละ มหาลัยยังจะมาขี่ลงขี่หลัง เบก็แอบใจร้าย ไม่ให้ขี่หลังเดินจับมือไปด้วยกันก็ยังดี กั๊กๆกันอยู่ได้ แล้วสรุป ซองมิน พี่จะม่อใครค่ะ จะแดรึจะจี 555 รึว่าพี่จะเป็นคิวปิดให้ จีดีวายบี ว่าแต่พี่เกี่ยวข้องอะไรกะอิเทมใช่ไม๊
แล้วเมื่อไหร่อิเทมมันจะไปมาหาสู่กับน้องแบบชาวบ้านชาวช่องเค้าสักที ผลุบๆโผล่ๆหน้าต่างกะระเบียงอยู่เนี่ยแหละ แต่สงสารมันอ่ะ ซึงรีก็เอาแต่ใส่อารมณ์กะมัน (แต่บอกแล้วไงน้องไม่ผิด 555) บอกไปเลยว่าแกเป็นคน แล้วมาจีบน้องซะดีๆ ซึงรีตัดอกตัดใจซะเหอะ ยองเบเค้าชอบจียงแบบที่น้องเข้าใจก็ถูกแล้ว แล้วสรุปตะเกียงมันมาจากไหน ตาแก่นั้นเป็นใคร อิเทมเป็นไรกะซองมิน ซองมินจะทำอะไรกะจียงเบ แล้วไหนจะแดซองมินอีก ถ้าไรเตอร์ไม่เอาตอน 4 มาลง อินี่คลั่งตาย คาใจอย่างแรง สู้ๆนะค่ะ
#1 By (202.149.124.18) on 2009-09-15 13:14