GENIE#4
posted on 11 Oct 2009 00:54 by welovetoptory
Title: GENIE
Cast: TOPTORY[YBGD&SMDS]
Rate: PG
Author: ugra
<<<<<<<<<< ~ G ~ E ~ N ~ I ~ E ~ >>>>>>>>>>
ตอนที่ 4
“ไม่เอา ไม่เล่นแล้ว” น้ำเสียงที่หนักแน่น บ่งบอกได้ว่าคนพูดกำลังหงุดหงิด
หลังจากที่เจ้านายตัวเล็กขอให้จินนี้อยู่ด้วยกันในห้อง พวกเขาก็นั่งเล็กเกมส์ และเกมส์ที่พวกเขาเล่นกันนั้นมันเป็นเกมส์ต่อสู้ที่ต้องแข่งขัน และแน่นอนว่าจินนี้เป็นฝ่ายชนะตลอด เลยทำให้เจ้านายตัวเล็กของเขาพาลหงุดหงิดออกมา
“อ้าว! กำลังสนุกเลย เลิกเล่นทำไม” จินนี้หันไปถามเจ้านายตัวเล็กที่นั่งอยู่บนเตียงข้าง ๆ เขา ดูจากสีหน้าของเจ้านาย เหมือนประมาณเด็ก 5 ขวบที่กำลังงอแง เมื่อไม่ได้ดั่งใจ
“ซึงรีไม่อยากเล่นแล้ว เล่นทีไรพี่ก็ชนะทุกที”
“ก็ฉันเก่ง”
“โกงละสิไม่ว่า ใช้คาถาช่วยแน่ ๆ” ซึงรีบ่นอุบอิบไม่หวังให้ใครได้ยิน แต่ดูเหมือนเสียงบนเขาจะไม่เบาพอ เพราะคนข้าง ๆ ได้ยินเสียงบ่นนั้น เพียงแต่มันไม่ชัด
“นายว่าอะไรนะ”
“ซึงรีไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย แค่บ่นว่าหิวข้าว”
“หิวข้าวก็ไปกินสิ”
“ก็กำลังจะไปกินนี้ไง ไม่ต้องมาไล่หรอก”
“ฉันไม่ได้ไล่ ก็แค่บอกให้นายไปกินข้าว”
“มันก็เหมือนกันนั้นแหล่ะ”
“โว๊ะ! นายนิ แพ้แล้วพาลเหรอไง”
“ซึงรีไม่ได้พาลสักหน่อย”
“แล้วนายจะเถียงฉันทำไมเล่า”
“แล้วพี่จะเถียงซึงรีทำไมล่ะ”
“โอเค ไม่เถียงด้วยแล้ว ไปกินข้าวเลย ไป” จินนี้ไม่อยากจะเถียงอะไรต่อ เขาดันตัวซึงรีให้ไปยืนข้างเตียง เพื่อจะให้ไปกินข้าวตามที่เจ้านายได้บอกไว้
“ไม่ต้องมาไล่หรอกน่า” ซึงรีเดินบ่นแล้วก็ออกจากห้องไป โดยไม่ฟังคำบ่นที่ตามมาทีหลัง
“ฉันไม่ได้ไล่ซักหน่อย ไอ้เด็ก.....” แต่ยังไม่ทันที่จินนี้จะได้พูดจบประโยค ประตูห้องที่เพิ่งปิดไปก็เปิดออกมาอีกครั้ง พร้อมกับหัวเจ้านายที่โผล่ออกมาจากหลังประตู
“ขอบคุณน่ะฮ่ะ” เจ้านายตัวเล็กบอกกับจินนี้ พร้อมกับรอยยิ้ม ก่อนที่จะรีบปิดประตูไป.... ซึงรีเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าพี่จินนี้จะเข้าใจหรือป่าวว่าที่เขาขอบคุณนั้นเรื่องอะไร แต่เขาก็แค่อยากจะขอบคุณที่พี่จินนี้สามารถทำให้เขาลืมเรื่องเครียดนั้นได้จริง ๆ ตลอดเวลาที่เขาอยู่กับพี่จินนี้
เรื่องเครียดที่เกี่ยวกับพี่แทยัง.... เขาลืมมันไปจนหมดเมื่อมีพี่จินนี้อยู่....
จินนี้ยังคงมองไปยังประตู ที่มันเพิ่งถูกปิดไป.... เจ้านายบอกขอบคุณเขา แล้วขอบคุณเรื่องอะไร เขาก็ไม่เข้าใจ แต่คำขอบคุณพร้อมกับรอยยิ้มของเจ้านายนั้น มันได้สร้างรอยยิ้มไว้บนใบหน้าของเขาด้วยเหมือนกัน
“ไอ้เด็กบ้า” จินนี้ว่าเจ้านายตัวเล็ก ด้วยคำที่เขาอยากจะว่าเจ้านายก่อนเปิดประตูเมื่อกี้นี้ แต่ถึงแม้ปากเขาจะว่า แต่ในใจเขากลับบอกว่าเขามีความสุขกับคำขอบคุณที่เจ้านายตัวเล็กเพิ่งบอกกับเขา
................................
.......................
...............
......
.
หลังจากที่ซึงรี เจ้านายตัวเล็กออกจากห้องไป จินนี้ก็ปีนระเบียงกลับมาที่ห้องนอนรุ่นพี่ข้างบ้านของเจ้านายตัวเล็ก
เขาเลื่อนประตูกระจกใส เพื่อหวังจะเดินเข้าไปในห้อง โดยคิดว่าเจ้าของห้องคงยังไม่กลับจากที่ทำงาน แต่ทว่าความคิดของเขามันผิดซ่ะแล้ว
“ไง คุณจินนี้” เสียงทุ้ม ๆ ของผู้ชายดังขึ้นทันทีที่จินนี้กล่าวพ้นประตูมา
“พี่ซองมิน!!!” จินนี้ตกใจเมื่อหันไปเห็นเจ้าของห้องยืนพิงกำแพงอยู่ข้าง ๆ ประตูกระจกใสที่เขาเพิ่งเปิดมันออกมา
“พร้อมจะเล่าให้ฉันฟังหรือยัง” ซองมินเดินมาหาจินนี้พร้อมกับจับบ่าชายหนุ่มร่างสูงไว้
“ระ...เรื่องอะไร”
“ก็เรื่องที่แกเป็นจินนี้ไง....ไอ้ท๊อป!” ชื่อจริงของจินนี้ที่ซองมินเรียกทำให้ชายหนุ่มร่างสูงตกใจเล็กน้อย
ชายหนุ่มร่างสูงรีบปิดประตูกระจกใส พร้อมกับดึงม่านมาปิดไว้เพื่อไม่ให้คนภายนอกมองมาเห็นภาพภายในห้องที่เขายืนอยู่กับพี่ซองมิน โดยเฉพาะเจ้าของห้องที่อยู่ข้างห้องพี่ซองมินนั้น ยิ่งให้เห็นไม่ได้เด็ดขาด
“ก็ได้ ผมจะเล่าให้พี่ฟัง แต่ไม่ใช่ที่ห้องนี้” พูดจบจินนี้หรือคนที่โจซองมินเรียกว่าทีอปก็เดินออกจากห้องไป เขาเดินไปที่ประตูหน้าห้องฝั่งตรงข้าม ก่อนที่จะเปิดประตูเข้าไปโดยมีซองมินเดินตามมาติด ๆ
ห้องที่ท๊อปพาซองมินมานี้ เป็นห้องนอนที่เจ้าของบ้านอย่างโจ ซองมินหวังจะให้แขกที่มาบ้านพักในยามจำเป็น แต่ทว่าแขกที่ไม่ได้รับเชิญอย่างเด็กร่างสูงตรงหน้านี้ กลับมาขออาศัยอยู่ด้วย โดยใช้ห้องนี้เป็นห้องนอน
“ตกลงจะเล่าให้ฉันฟังได้ยัง” ซองมินยืนพิงประตูที่เขาเพิ่งปิดมันไป ถามท๊อปที่ยืนอยู่ข้างเตียง
“พี่จะฟังเรื่องไหนก่อนล่ะ”
“เรื่องที่แกไปโกหกซึงฮยอนว่าแกเป็นจินนี้”
“ผมไม่ได้โกหกซ่ะหน่อย อยู่ดี ๆ เจ้าเด็กคนนั้นก็หาว่าผมเป็นจินนี้ แถมยังตั้งชื่อผมว่าจินนี้เองด้วยอีกต่างหาก”
“แล้วแกไปทำอีท่าไหนล่ะ ซึงฮยอนถึงเข้าใจผิดคิดว่าแกเป็นจินนี้”
“พี่จำวันแรกที่พี่ย้ายมาอยู่ที่นี้ แล้วใช้ให้ผมเฝ้าบ้านแทนพี่ ที่กลับไปเอาของที่บ้านเก่าได้มั้ย” ท๊อปเล่าเรื่องพร้อมกับหย่อนก้นลงนั่งบนขอบเตียง เพื่อหันหน้ามาคุยกับซองมิน
“อืม จำได้”
“ก็วันนั้นอ่ะ ตอนดึก ผมเดินไปที่ระเบียงห้องนอนพี่ แล้วก็เห็นเสื้อของพี่ที่พี่ตากไว้ มันลงไปอยู่ที่ระเบียงข้างบ้าน ผมก็เลยปีนระเบียงเพื่อจะไปเก็บ แต่ดันพลาดตกระเบียงล้มไป แล้วพอผมลุกขึ้นมาก็เห็นเจ้าเด็กนั่นยืนอยู่ที่หน้าต่างห้องเขา พอเขาเห็นหน้าผมเท่านั้นแหล่ะ ก็เป็นลมล้มไป”
“ผมก็เลยต้องปีนหน้าต่างเข้าไปที่บ้านเขา เพื่อที่จะไปอุ้มเด็กนั้นนอนบนเตียง” ท๊อปเว้นจังหวะการพูดเพื่อจะหายใจ แต่ดูเหมือนการหยุดพูดไปดื้อ ๆ ของเขานั้น มันยิ่งเรียกร้องความสนใจจากคนฟังซ่ะเหลือเกิน
“แล้วไงต่อว่ะ”
“ก็กำลังจะเล่าอยู่นี้ไง ใจเย็นดิ” ท๊อปดุเจ้าของบ้านที่ยังคงยืนพิงประตูอยู่ ก่อนจะเล่าเรื่องต่อ
“แล้วพอตอนเช้า ผมไม่รู้จะทำอะไร ก็เลยไปนั่งเล่นที่ระเบียงเจ้าเด็กนั้น”
“ไปนั่งระเบียงบ้านคนอื่นเขาเนี่ยนะ”
“อืม ก็มันไม่รู้จะทำอะไรนิ”
“แกนี้ท่าจะบ้า”
“จะฟังต่อป่าวเนี่ย” คำพูดของท๊อปทำให้ซองมินต้องงับปากตัวเองทันที เพราะหากเขาพูดอะไรต่อ มีหวังไอ้รุ่นน้องร่างสูงคนนี้คงจะไม่พูดอะไรต่อเป็นแน่
“ก็พอผมนั่งเล่นที่ระเบียงไปได้สักพัก ก็รู้สึกว่าห้องมันดูเงียบ ๆ เลยคิดว่าหมอนั้นคงยังไม่ตื่น”
“ผมเลยกระโดดลงจากระเบียง เพื่อไปแอบดูที่หน้าต่าง แต่ว่าเจ้าเด็กนั้นก็เปิดหน้าต่างออกมาซ่ะก่อน แล้วก็มาเรียกผมว่าจินนี้ แล้วก็หาว่าผมออกมาจากตะเกียง”
“ซึงฮยอนเนี่ยนะหาว่าแกออกมาจากตะเกียง”
“อืม เจ้าเด็กนั้นบอกว่าเขาถูตะเกียงแล้วผมก็โผล่ออกมา”
“แล้วแกไปโผล่ออกมาตอนเขาถูตะเกียงทำไมว่ะ”
“อ้าว แล้วใครมันจะไปรู้ล่ะว่าไอ้เด็กนั้นจะถูตะเกียงตอนไหน”
“เจ้าซึงฮยอนก็นะ โตป่านนี้แล้วยังคิดอะไรเป็นเด็ก ๆ อีก คิดได้ไง ตะเกียงวิเศษมีอยู่จริง” ซองมินบ่นว่าไปถึงคนที่ไม่ได้อยู่ในห้อง ถึงแม้จะรู้ว่าน้องเขายังเป็นเด็ก แต่ก็ไม่คิดว่าจะคิดอะไรที่เป็นเด็ก ๆ แบบนี้
“ส่วนนายก็อีกคน ทำไมไม่บอกซึงฮยอนไปล่ะ ว่านายไม่ใช่จินนี้”
“ผมบอกเขาแล้ว แต่เขาไม่เชื่อผมนิ จะให้ผมทำไง”
“ทำไงก็ได้ที่ให้ซึงฮยอนรู้ว่าแกเป็นคนไม่ใช่จินนี้”
“ทำเหมือนกับว่ามันง่าย ผมว่าปล่อยให้เป็นแบบนี้แหล่ะสนุกดี”
“นายนี้นะ! จริง ๆ เลย” ซองมินส่ายหน้าหน่าย ๆ ในพฤติกรรมของรุ่นน้องร่างสูง ที่อยู่ใกล้ ๆ บ้านหลังใหม่ของเขาก่อนที่เขาจะย้ายมาอยู่ที่นี้
# ~ # ~ # ~ # ~ # ~ # ~ # ~ # ~ G ~ E ~ N ~ I ~ E ~ # ~ # ~ # ~ # ~ # ~ # ~ # ~ #
ซองมินยังจำได้ดี วันแรกที่เขาเจอกับท๊อป ตอนนั้นเขาอายุ 17 ปี และเพิ่งจะย้ายไปอยู่ที่บ้านหลังใหม่ ที่ใหญ่กว่าหลังเก่า
“นายเป็นใคร แล้วมาทำอะไรที่บ้านหลังนี้” ทันทีที่เขาเดินเข้ารั่วบ้านหลังใหม่เขาก็เห็นเด็กผู้ชายตัวอ้วนกลมนั่งอยู่ที่ยั้นบันไดหน้าประตูบ้าน
“แล้วนายล่ะเป็นใคร”
“ฉันเป็นเจ้าของบ้านหลังนี้” เจ้าเด็กอ้วนไม่พูดเปล่า เขาลุกขึ้นยืนเท้าเอว พร้อมกำทำท่าเบ่งใหญ่ไม่เกรงกลัวคนตรงหน้าที่ตัวโตกว่า
“เหอะ” ซองมินนึกขำ แด็กอ้วนมาบอกว่าเป็นเจ้าของบ้านหลังนี้ทั้ง ๆ ที่เขาจำได้ดีว่าพ่อของเขาเพิ่งจ่ายเงินซื้อบ้านหลังนี้ไป
“นี้มันบ้านฉัน”
“ไม่ใช่! นี้ไม่ใช่บ้านนาย มันเป็นบ้านฉัน”
“ลูก” เสียงเรียกของผู้หญิงดังขึ้นมาจากข้างหลัง ทำให้ซองมินหันไปดู ก็เห็นหญิงวัยกลางคนกำลังเปิดประตูรั่วบ้านเข้ามา
“แม่” เจ้าเด็กอ้วนเรียกผู้หญิงคนนั้น พร้อมกับวิ่งไปหาทันที ผู้เป็นแม่ก็ยืนมือมารอรับแล้วจับบ่าลูกชายไว้
“มาทำอะไรบ้านคนอื่นเขา”
“ผมมาหาพี่ดาร่าฮ่ะ แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่อยู่ ผมก็เลยมานั่งรอแล้วก็เจอผู้ชายคนนี้” เจ้าเด็กอ้วนชี้ไปที่ผู้ชายร่างสูงที่ยืนเถียงกับเขาอยู่เมื่อกี้ให้ผู้เป็นแม่ดู คนเป็นแม่ก็มองไปยังคนที่ลูกชายชี้พร้อมกับส่งยิ้มให้เพื่อทักทาย ก่อนจะหันหน้ามาพูดกับลูกชายต่อ
“พี่ดาร่าเขาย้ายไปแล้วลูก เขาไม่ได้อยู่ที่นี้แล้ว”
“อะไรนะฮ่ะ! พี่ดาร่าย้ายไปแล้วเหรอ ย้ายไปไหน ทำไมไม่เห็นเขาบอกผมเลย ผมเป็นแฟนเขานะฮ่ะ เขาควรจะบอกผมสิ! แล้ว....” คนเป็นลูกตะโกนโวยวายใส่ผู้เป็นแม่ จนคนเป็นแม่ต้องรีบเอามือปิดปากไว้
“ขอโทษแทนลูกชายด้วยนะจ๊ะ ว่าแต่...เธอคงเป็นคนย้ายมาอยู่ใหม่สินะ”
“ครับ ผม โจ ซองมิน ฝากเนื้อฝากตัวด้วยครับ” ซองมินแนะนำตัวเองพร้อมกับก้มหัวเล็กน้อย เพื่อแสดงความเคารพ
“จ๊ะ ยินดีที่ได้รู้จักนะ บ้านป้าอยู่ถัดจากหลังนี้ไปสักสี่ห้าหลัง บ้านสีฟ้า ถ้าซองมินมีปัญหาอะไรก็แวะไปหาป้าได้เสมอเลยนะ ว่าแต่ย้ายมาอยู่คนเดียวเหรอ พ่อแม่ไปไหนล่ะ”
“พ่อแม่ผมไปทำงานครับ กลับมาตอนเย็น”
“อืมมม จ๊ะ งั้นป้าขอตัวก่อนนะ ขอโทษแทนลูกชายป้าด้วย พอดีเขาไม่รู้ว่าเพื่อนเขาย้ายออกไปแล้ว”
“ไม่ใช่เพื่อนสักหน่อย เขาเป็นแฟนผมนะ” เจ้าเด็กอ้วนดึงมือแม่ที่ปิดปากออก แล้วก็ค้านขึ้นมาทันที
“นั้นแหล่ะ กลับบ้านได้แล้ว รบกวนพี่เขาอยู่ได้” คนเป็นแม่ดุลูกชาย แล้วก็ดึกมือลูกชายออกไปทันที แต่ทว่าเดินไปไม่ได้ไกล ก็มีเสียงเรียกพวกเขาไว้ให้ต้องหยุดเดิน
“เดี๋ยวก่อนสิครับ” ซองมินตะโกนแรกสองแม่ลูกนั้นไว้ ทำให้สองแม่ลูกที่กำลังจะเปิดประตูออกไปต้องหันกลับมามอง
“นายชื่ออะไร” ซึงฮยอนถามเจ้าเด็กอ้วนที่กำลังมองค้อนเขาอยู่ เขาเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเขาไปทำอะไรให้เจ้าเด็กนี้ไม่พอใจ ถึงหันมามองเขาด้วยสายตาแบบนี้
“ซึงฮยอน” เสียงที่ตอบออกมาช่างบางเบา จนทำให้คนฟังได้ยินไม่ชัดและต้องถามขึ้นมาใหม่
“อะไรนะ”
“ชเว ซึงฮยอน!!! จำให้ดีล่ะ” เจ้าเด็กอ้วนบอกเสร็จก็รีบเดินออกจากบ้านไป โดยมีแม่เดินตามไปติด ๆ
ซองมินมองดูหลังเด็กอ้วนที่เดินจากไปแล้วนึกขำ
ซึงอยอนงั้นเหรอ ชื่อเหมือนน้องฉันเลย เจ้าเด็กอ้วนตัวแสบ....
จากวันนั้นถึงวันนี้มันก็เป็นเวลาหลายปีแล้วที่พวกเขารู้จักกัน จากตอนแรกที่ไม่ถูกกันก็กลายเป็นสนิทกัน จากเจ้าเด็กอ้วนตัวแสบก็กลายเป็นเด็กหนุ่มหน้าหล่อ แต่ยังคงความแสบไว้เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
................................
.......................
...............
......
.
“มองอะไร ไอ้อ้วน” ซองมินที่นั่งกินข้าวอยู่ เงยหน้ามาถามเด็กหนุ่มร่างสูงที่เมื่อกี้เพิ่งนั่งคุยกับเขาบนห้อง แต่ตอนนี้กลับมายื่นพิงตู้เย็นจ้องหน้าเขาอยู่
“พี่เรียกผมแบบนี้อีกแล้วนะ”
“ทำไม เมื่อก่อนฉันก็เรียกแบบนี้ นายมีปัญหาอะไร”
“ไม่มีปัญหาอะไรหรอก เพียงแต่ตอนนี้ผมไม่ได้อ้วนเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ออกจะหุ่นดี เพอร์เฟค พี่ก็เลิกเรียกผมว่าไอ้อ้วนสักทีสิ” ท๊อปแก้ต่างในเรื่องหุ่นของตัวเอง ก่อนจะเดินมายื่นคุยกับซองมินที่โต๊ะอาหาร
“เห๊อะ~” ซองมินพ่นลมขำ มันก็จริงอย่างที่ท็อปบอก ตอนนี้เจ้าเด็กอ้วนนั้น หุ่นดีแล้ว แต่มันก็ไม่ถึงขนาดใช้คำว่า เพอร์เฟค ได้สักหน่อย
“แล้วนี้มาจ้องฉันมีอะไร”
“ผมหิวข้าว”
“แล้วไง”
“ก็พี่สั่งอาหารมากินคนเดียวแล้วจะให้ผมกินอะไรล่ะ”
“ก็กลับไปกินบ้านนายสิ”
“โถ่พี่~ ก็ผมบอกแล้วไงว่าจะย้ายมาอยู่กับพี่ แล้วพี่จะไล่ผมกลับบ้านไปทำไม”
“แล้วใครบอกนายล่ะ ว่าฉันจะให้นายอยู่ที่นี้ด้วย บ้านฉันนะไม่ใช่โรงแรม ที่นายอยากจะมาพัก เมื่อไรก็มาได้”
“โถ่พี่อ่ะ~ อย่าใจดำไปหน่อยเลย ก็ผมบอกแล้วไงว่าบ้านพี่ใกล้มหาลัยมากกว่าบ้านผม ผมก็เลยอยากจะย้ายมาอยู่ด้วย”
“หึ~ เหตุผลปัญญาอ่อน” ซองมินนึกขำในคำอ้างของท๊อป เขารู้ดีว่านี้ไม่ใช่เหตุผลหลัก ที่ท๊อปมาขออยู่บ้านเขา แต่เหตุผลหลักนั้น เป็นเหตุผลอะไร เขาก็ไม่สามารถรู้ได้ แต่ก็พอจะเดาได้ว่าเหตุผลที่ท๊อปมาอยู่บ้านเขานั้น มันคงเกี่ยวกับรุ่นน้องข้างบ้านของเขา
“ฉันเห็น 2-3 วันมานี้ ที่แกมานอนบ้านฉัน ฉันก็เห็นแกไปมหาลัยสายอยู่ดี อย่าเอาเหตุผลนี้มาอ้างเพื่อจะนอนที่นี้เลย กลับบ้านแกไปซ่ะ”
“ไม่กลับ”
“ว่ะ! ไอ้นี้ พูดไม่รู้เรื่องเหรอ”
“รู้เรื่องแต่ผมไม่กลับ”
“ไอ้หน้าด้าน!”
“ยอมรับ” ท๊อปไม่เถียงอะไรต่อ เพราะเขารู้ดีถ้าหากเถียงมากไปกว่านี้ เขาก็จะเป็นฝ่ายแพ้ แล้วต้องกลับไปนอนบ้าน เพราะอย่างนั้น เขาจึงน้อมรับคำด่าของซองมิน แล้วก็เดินหนีไป
ท๊อปเดินขึ้นมายังชั้นสอง ก่อนจะเปิดประตูห้องนอนรับแขกที่ตอนนี้เขายึดเป็นห้องของตัวเอง ท๊อปหย่อนตัวลงนั่งที่ของเตียงพร้อมกับลูปไปที่ท้องด้วยความหิว.... แต่ในเมื่อเจ้าของบ้านไม่ได้สั่งอาหารเผื่อ แล้วเขาเองก็ทำอะไรกินไม่เป็น แถมเงินที่ติดตัวก็แทบจะไม่พอค่ารถไปมหาลัยพรุ่งนี้ แล้วเขาจะทำอย่างไร นอกจาก....
ไอ้หน้าด้าน !....
ในเมื่อพี่ซองมินด่าเขาไว้ว่าไอ้หน้าด้าน แล้วเขาก็ยอมรับ เพราะฉะนั้น เขาก็ขอหน้าด้านอีกสักหน่อยละกัน
ท๊อปปีนระเบียงห้องซองมินเพื่อไปยังบ้านตรงข้าม ไปยังห้องของเจ้านายตัวเล็ก ที่ตอนนี้ไม่อยู่ในห้อง ท๊อปนั่งรอเจ้านายตัวเล็กที่เก้าอี้ตรงโต๊ะเขียนหนังสือไปได้สักพัก เจ้านายของเขาก็เดินมาด้วยชุดนอน ที่มีผ้าขนหนูสีฟ้าพื้นเล็กวางพาดอยู่บนไหล่ ซึ่งท๊อปคิดว่าผ้าขนหนูพื้นนั้น เจ้านายคงเอามาเช็ดหัวที่เปียกอยู่ตอนนี้
“อ้าว ยังอยู่อีกเหรอฮ่ะ ผมนึกว่าพี่จะไปแล้วซ่ะอีก” ซึงรีถามท๊อปหรือคนที่เขาคิดว่าเป็นจินนี้ ก่อนจะหยิบผ้าเช็ดหนูที่พาดอยู่บนบ่ามาเช็ดหัวตัวเอง แล้วก็หย่อนก้นลงนั่งที่ปลายเตียง
“ก็อยากจะไปอยู่หรอก แต่ว่าฉันหิวข้าว” จินนี้ลูปท้องเพื่อนยืนยันว่าเขาหิวจริง ๆ แวดตาขอ่งเขาดูออดอ้อน เหมือนต้องการอะไรบางอย่างจากเจ้านาย
“หิวเป็นด้วยเหรอ” ซึงรีบ่นพึมพำ ไม่ได้หวังให้จินนี้ได้ยิน เพราะหากจินนี้ได้ยิน เขาคงโดนว่าแน่ ๆ ที่คิดว่าจินนี้
ไม่ได้เป็นคนธรรมดาทั่วไป
“นายว่าอะไรนะ”
“ป่าว”
“แต่ฉันได้ยินนายพูด”
“ถ้าได้ยิน แล้วพี่ได้ยินซึงรีพูดอะไรล่ะ”
“ก็ได้ยินไม่ชัด ถึงได้ถาม แล้วตกลงนายพูดอะไร”
“ก็บอกไม่ได้พูด”
“โว๊ะ! นายนี้” เมื่อเถียงไม่ชนะ จินนี้ก็สบทออกมา พร้อมกับจ้องเจ้านายตัวเล็กอย่างคาดโทษ นี้ถ้าหากว่าเขาไม่หิว เขาคงได้หาเรื่องเจ้านายต่อแน่ แต่นี้เพราะว่าเขาหิวแล้วยังต้องพึ่งเจ้านาย เขาก็เลยสงบจิตสงบใจไว้ก่อน
“ไม่เถียงกับนายแหล่ะ ว่าแต่บ้านนายพอจะมีอะไรเหลือให้ฉันกินบ้างมั้ย”
“เดี๋ยวซึงรีลงไปดูให้นะฮ่ะ”
“อืม”
จินนี้มองตามหลังเจ้านายที่เดินออกจากห้องไป เขานั่งรอเจ้านายอยู่ที่ปลายเตียงโดยหวังว่าอีกสักพักเจ้านายตัวเล็กของเขาก็จะเปิดประตูห้องกลับเข้ามาพร้อมกับอาหารในมือ แต่จนแล้วจนรอดก็ดูเหมือนว่าประตูที่เขาจ้องมองนั้น มันไม่มีวี่แววที่จะเปิดออกมาเขาเลยต้องเปิดมันออกมาเอง
หลังจากเปิดประตูออกมาแล้วจินนี้ก็ค่อย ๆ โผล่หัวออกไปนอกประตูเพื่อจะดูว่าเจ้านายตัวเล็กของเขาเดินกลับมาหรือยัง แต่สิ่งที่เขาเห็นกลับเป็นเพียงทางเดินที่ว่างเปล่า เขาเลยตัดสินใจเดินออกไปที่นอกห้อง โดยสายตาก็สาดส่องมองไปรอบ ๆ ด้วยใจระทึกกลัวว่าจะมีคนอื่นที่อยู่ในบ้านนี้มาเห็นเขา
จินนี้ค่อย ๆ ย่องเดินลงบันไดมายังชั้นล่างของบ้านซึงรี ซึ่งเป็นห้องโถ่งโล่ง ๆ ที่แยกมุมต่าง ๆ ไว้เป็นสัดส่วน โดยทางด้านซ้ายมือของจินนี้นั้น ก็จะมีประตูอยู่ 2 ปาน โดยปานแรกเปิดไปแล้วเป็นห้องน้ำ จินนี้ก็เลยเดินไปอีกห้องที่เขายังไม่ได้สำรวจ
“แฮ่!”
“เฮ้ย!!!!” จินนี้ร้องตะโกนตกใจ เมื่ออยู่ ๆ ไอ้คนที่เขาตามหาก็กระโดดออกมาจากข้าง ๆ ตู้เย็นที่ติดกับประตู พร้อมกับตะโกนเสียงดังเพื่อแกล้งให้เขาตกใจ และก็ดูเหมือนเจ้านายตัวเล็กจะพอใจที่แกล้งเขาได้ ถึงหัวเราะออกมาเสียงดัง
“ทำบ้าอะไรเนี่ย”
“ก็แกล้งพี่ไง”
“ถ้าเกิดฉันตั้งสติไม่อยู่ เตะนายขึ้นมาจะทำไง”
“ก็เตะกลับ”
“หึ” จินนี้นึกขำกับคำตอบกลับของไอ้คนตรงหน้า ตัวก็เล็กแค่นั้น จะมาเตะเขาได้ แค่เขาเตะทีเดียวก็คงพิการจนเตะเขากลับไม่ได้แล้ว
“แล้วนี้พี่ลงมาทำไมฮ่ะ ถ้าเกิดพ่อแม่ผมเห็นเขาจะทำยังไง”
“ก็บอกเขาไป ว่านายพาฉันหนีตามมา”
“พ่อแม่ซึงรีคงเชื่อพี่หรอก”
“งั้นก็ทำให้เขาเชื่อสิ”
“ยังไง”
“ก็ให้นายปล้ำฉัน แล้วฉันก็จะทำเป็นร้องไห้ฟูมฟาย ไปบอกพ่อแม่นายว่านายพาฉันหนีตามมา แล้วนายก็ปล้ำฉัน แค่เนี่ยพ่อแม่นายก็คงจะเชื่อแล้ว”
“บ้า!” ซึงรีไม่รู้จะพูดอะไรต่อ เขาก็เลยด่าออกมาในความคิดบ้า ๆ ของจินนี้ก่อนจะเดินไปที่กระทะ ซึ่งตั้งอยู่บนเตา แต่ไม่ได้เปิดแก็สไว้ เพราะดูท่าว่าอาหารที่อยู่ในกระทะนั้นจะเสร็จเรียบร้อยแล้ว
“ทำอะไรอ่ะ”
“อ่ะ!” ซึงรีสะดุ้งตกใจเมื่อจะหันไปมองจินนี้ที่เขาคิดว่าคงยังยืนอยู่ที่เดิม แต่ตอนนี้กลับมายืนอยู่ข้างหลังเขา และยืนใกล้มาก จนหน้าที่เขาจะหันไปมองเกือบจะไปชนกับหน้าของจินนี้
“ข้าวผัดกิมจีนิ นายทำให้ฉันเหรอ”
“อืม”
“ว้าว~ เจ้านายใจดีจัง” จินนี้พูดแล้วก็ต้องก้าวถอยหลัง เพื่อให้เจ้านายได้หมุนตัว แล้วเดินไปที่โต๊ะอาหารที่มันตั้งอยู่กลางบ้าน
................................
.......................
...............
......
.
“อร่อยมั้ยฮ่ะ” ซึงรีที่นั่งอยู่ตรงข้ามจินนี้ ถามขึ้นทันทีหลังจากที่จินนี้ตักข้าวผัดกิมจคำแรกเข้าปาก
“ให้ตอบจริง ๆ มั้ย”
“ฮ่ะ” เจ้านายตัวเล็กบอกพร้อมกับยื่นเหน้าเข้าไปหาด้วยความอยากรู้
“ไม่ถึงกับอร่อย แต่ว่าก็ใช้ได้”
ซึงรีนั่งอมยิ้มกับคำตอบของจินนี้ ถึงแม้อาหารที่เขาทำจะไม่ได้รับคำชมว่าอร่อย แต่คนกินก็ตักมันกินไม่ขาดปาก
เจ้านายตัวเล็กนั่งมองจินนี้กินข้าวผัดกิมจิที่เขาทำอย่างเพลิดเพลิน แต่แล้วอยู่ ๆ คำพูดของแดซองในเช้าวันนี้ก็ผุดขึ้นมาในหัวของเขา
ถ้าโลกนี้มีจินนี้อยู่จริง แล้วนายสามารถขอพรได้หนึ่งอย่าง นายจะขออะไร....
ในเมื่อตอนนี้ มีพี่จินนี้ตัวเป็น ๆ มานั่งอยู่หน้าเขา แล้วเขาควรจะทำอย่างไร เขาควรจะขอพรที่เขาอยากจะขอกับพี่จินนี้ดีมั้ย?
“พี่จินนี้” ซึงรีไม่รอให้สมองต้องคิดหนัก เขาก็เรียกชื่อผู้ชายร่างสูงที่ยังคงนั่งกินข้าวผัดกิมจิอยู่
“หืม”
“ถ้าผมอยากจะขอพรกับพี่ 1 อย่าง ผมจะขอได้มั้ยฮ่ะ”
“ขอพร?”
“ฮ่ะ”
“อืม ได้สิ” จินนี้ตอบตกลงทั้ง ๆ ที่เขาเองก็ไม่รู้ว่าพรที่ซึงรีขอนั้นจะเป็นพรอะไร แต่หากว่าเขาทำได้ เขาก็จะให้ถือว่าเป็นค่าตอบแทนค่าข้าวผัดกิมจิ แต่หากเขาทำไม่ได้....เขาก็จะบอกไปว่าเขาทำไม่ได้
“ว่าแต่นายจะขอพรอะไร”
“คือ....ซึงรีอยากจะขอพรให้คนที่ซึงรีแอบชอบ หันมาชอบซึงรีบ้าง”
“แทยังอ่ะเหรอ”
“พี่รู้ได้ไงฮ่ะ” ซึงรีทำสีหน้าตกใจ ที่พี่จินนี้รู้จักคนที่เขาแอบชอบทั้ง ๆ ที่เขายังไม่ได้บอกชื่อเลยด้วยซ้ำ แต่มันก็ไม่น่าแปลกอะไร ในเมื่อคนตรงหน้าเขาเป็นจินนี้ ถ้าแค่เรื่องชื่อคนแค่นี้ เขารู้มันก็คงไม่ใช่เรื่องแปลก
“เจ้านาย....”
“ความรักมันบังคับกันไม่ได้หรอกนะ เจ้านายจะมีความสุขเหรอ ถ้าคนที่เจ้านายแอบชอบ เขามาชอบเจ้านายเพราะพรที่เจ้านายขอ ไม่ได้มาจากความรักที่เขามี แล้วแบบนี้ เจ้านายจะมีความสุขเหรอ”
“...” ซึงรีไม่ได้ตอบคำถามอะไรของจินนี้ เพราะมันจริงอย่างที่จินนี้พูด ความรักที่เกิดจากการขอพร มันคงไม่ได้ทำให้เขามีความสุข มันก็แค่ทำให้เขาสมหวังแค่นั้นเอง
# ~ # ~ # ~ # ~ # ~ # ~ # ~ # ~ G ~ E ~ N ~ I ~ E ~ # ~ # ~ # ~ # ~ # ~ # ~ # ~ #
เช้าวันใหม่มาเยือน ซึงรีที่อาบน้ำแต่งตัวไปโรงเรียนเสร็จเรียบร้อยแล้ว มายืนอยู่ที่หน้าต่าง ซึ่งยังคงมีผ้าม่านปิดกั้นไว้ไม่ให้เห็นบรรยากาศภายนอก
เช้าวันนี้เป็นเช้าที่แปลกสำหรับซึงรี ปกติก่อนไปโรงเรียนเขาไม่เคยคิดจะเปิดผ้าม่านออก แต่วันนี้ใจเขาสั่งให้เปิดมันออก เพื่อหวังว่าจะเจอใครบางคน ใครคนนั้นที่ทำให้เขาอยากจะเปิดผ้าม่านนี้
“ไม่มีเหรอ....” ซึงรีร้องออกมาอย่างผิดหวัง เมื่อเปิดผ้าม่านแล้วไม่เจอใคร ไม่เห็นใคร เขาก็ปิดผ้าม่านกลับเหมือนเดิม ก่อนจะเดินลงมาข้างล่าง เพื่อออกเดินทางไปมหาลัย
“แม่ฮ่ะ ซึงรีไปก่อนนะฮ่ะ” เขาบอกกับแม่ของเขา ที่กำลังวุ่นอยู่กับงานบ้านอยู่ในครัว
“เดินทางดี ๆ นะลูก”
“ฮ่ะ” ซึงรีรับคำแม่ที่ยังคงวุ่นอยู่ในครัว แล้วก็เปิดประตูบ้าน เพื่อเดินออกไป
“เจ้านาย!” เสียงเรียกจากข้างบนทำให้ซึงรีหันไปมอง ก็เห็นผู้ชายร่างสูงที่เรียกเขาไว้ กำลังยืนอยู่ที่ระเบียงบ้านของพี่ชายข้างบ้านเขา
“พี่จินนี้!”
“ขึ้นไปทำอะไรตรงนั้นฮ่ะ”
“ก็ฉันมาหาเจ้านาย”
“มาหาซึงรี มีอะไรหรือป่าวฮ่ะ”
“ไม่มีอะไรหรอก แค่อยากมาหา”
“แล้วนั้น จะไปมหาลัยแล้วเหรอ”
“ฮ่ะ”
“อืมมม งั้นเดินทางดี ๆ นะ เย็น ๆ ค่อยเจอกัน”
“ฮ่ะ” ซึงรียิ้มให้กับจินนี้ ที่ยังคงยืนอยู่ระเบียงเขา แต่ทันทีที่ได้ยินเสียงแม่ของซึงรีตะโกนมาจินนี้ก็รีบนั่งลงหายไปในระเบียงบ้านเขาทันที
“ซึงรี คุยกับใครเหรอลูก”
“ป่าวฮ่ะแม่ ซึงรีไปก่อนนะ”
“จ้า” แม่ของซึงรี ยืนมองลูกชาย ที่ยิ้มให้เธอก่อนจะเดินจากไป จากนั้นก็เดินมายังรั่วบ้าน เพื่อมองขึ้นไปบนระเบียง เธอก็ไม่เห็นใคร นอกจากระเบียงว่างเปล่า
“หรือว่าจะหูฝาด” เธอยืนบ่น ก่อนจะเดินกลับเข้าบ้านไปอีกครั้ง ทำให้ใครบ้างคนโล่งใจที่ไม่โดนจับได้ ว่าแอบคุยกับลูกชายของเธอ
“หนีทำไมล่ะ คุยกับลูกชายเขา แล้วหนีแม่เขาทำไม” ซองมินหันมาว่าท๊อปที่เพิ่งคลานหลบแม่ซึงรี เข้ามานั่งในห้องของเขา
“ก็จะให้ผมทักทายกับแม่เขายังไงล่ะ ในเมื่อลูกเขาหาว่าผมเป็นจินนี้”
“ฉันก็บอกแกแล้ว ว่าให้ไปบอกความจริงกับซึงฮยอน จะได้ไม่ต้องมาหลบ ๆ ซ่อน ๆ แบบนี้”
“ทำตัวอย่างกับพวกมีความผิดไปได้” ซองมินบ่นท๊อปแล้วก็เดินจากห้องไปโดยไม่ฟังคำบ่นที่ดังตามหลังมา
“แล้วจะให้ผมบอกยังไงเล่า ในเมื่อหมอนั้นมันคิดว่าผมเป็นจินนี้”
ท๊อปได้แต่นั่งมองหลังซองมินที่เดินออกไป คำพูดที่ซองมินบอกทิ้งท้ายไว้มันทำให้เขาต้องเก็บมาคิด ‘ทำตัวอย่างกับพวกมีความผิดไปได้’ ใช่เขาไม่ได้ทำผิดอะไร เขาก็เป็นคนปกติ แต่การรู้จักกับซึงรีแบบคนปกติเห็นทีมันจะเป็นไปไม่ได้สำหรับเขา ในเมื่อวันแรกที่เจอกับเด็กคนนั้น เขาก็กลายเป็นจินนี้ผู้วิเศษในสายตาของเด็กคนนั้นแล้ว แล้วจะให้เขาทำยังไง เขาถึงพูดคุย พบเจอกับซึงรีเหมือนคนปกติทั่วไปได้
ผู้วิเศษคนไหนรู้ช่วยบอกเขาที....
<<<<<<<<<< ~ G ~ E ~ N ~ I ~ E ~ >>>>>>>>>>
Talk: ในที่สุดก็มีกำลังใจอัพซ่ะที เมื่อเห็นแดซองกลับมา และเห็น 2pm ขึ้นคอนอีกครั้งถึงจะขาดเจย์
ตอนนี้ไม่สนเม้นท์แล้ว แต่ใครเม้นท์ก็ขอบคุณจ้า
ตอนที่ 5 ยังไม่ได้เริ่มแต่งเลย ปกติเวลาจะเอาตอนต่อไปลง นี้คือต้องแต่งตอนใหม่ไปเกือบห้าสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว แต่นี้เอาตอนสี่ลง ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้แต่งตอน 5 แล้วตอนห้าจะอัพวันไหนเนี่ยยยยยยย อูก้า สู้ สู้!(ให้กำลังใจตัวเอง ^ ^)